spacer.png, 0 kB
Home arrow myasthenia gravis
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเรื้อรัง

 

ไมแอสทีเนียเกรวิส(Myasthenia

 

gravis)

เป็นโรคเรื้อรังที่หายากโรคหนึ่ง ไม่ค่อยมีใครเขาเป็นกัน

แต่เป็นโรคหนึ่งที่สาหร่ายสไปรูลิน่าช่วยเหลือได้ เป็น

ในหญิงมากกว่าชาย  2 เท่า เป็นโรคเรื้อรัง มีอาการ

กล้ามเนื้อบางส่วนอ่อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน

บริเวณใบหน้า เช่น ตา ปาก

สาเหตุ

กระแสประสาทถูกขัดขวางโดยสารตัวหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้นเองทำให้ไม่สามารถส่งทอดไปสั่งการให้กล้ามเนื้อทำงานได้ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อเล็กๆบริเวณใบหน้า

อาการ

-ที่พบได้บ่อย คืออาการหนังตาตก (ตาปรือ) ซึ่งมักจะเกิดเพียงข้างเดียว

-กล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นๆหายๆ

 -อาจมีอาการตาเข เห็นภาพซ้อน ถ้าเป็นมากขึ้น อาจมีอาการพูดอ้อแอ้ กลืนลำบาก พูดเสียงขึ้นจมูก หรืออาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายร่วมด้วย  อาการเหล่านี้มักเป็นตอนสาย ๆ หรือตอนบ่าย โดยที่ตอนเช้ายังเป็นปกติดี ครั้งหนึ่ง ๆ จะเป็นอยู่นานหลายวันถึงหลายสัปดาห์ แล้วหายได้เอง แต่อาจกำเริบได้อีก

- ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการอ่อนแรงของแขนขาบางส่วนจนลุกขึ้นยืนหรือเดินไม่ได้ และถ้าเป็นรุนแรงก็อาจทำให้กล้ามเนื้อช่วยหายใจเป็นอัมพาต หยุดหายใจตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2 ปีแรก หลังมีอาการถือว่าเป็นช่วงวิกฤตที่อาจเกิดอันตรายได้มาก แต่ถ้าเป็นนานเกิน 10 ปีขึ้นไป อาการก็มักจะไม่รุนแรง

-อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ มักจะเป็นมากขึ้นหลังเป็นไข้หวัด ตื่นเต้นตกใจ ร่างกายเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ ขณะมีประจำเดือน หลังกินอาหารพวกแป้งหรือน้ำตาลมาก หรือหลังดื่มเหล้า

การวินิจฉัยโรค

อาการกล้ามเนื้อบางส่วนอ่อนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

ในบริเวณใบหน้า  เช่น ตา ปาก หากสงสัย ควรไปโรง

พยาบาล เพื่อทำการทดสอบโดยการฉีดนีโอสติกมีน

(Neostigmine) 1.5 มิลลิกรัมเข้าใต้หนัง หรือ

ฉีดเทนซิลอน (Tensilon) 10 มิลลิกรัม เข้า

หลอดเลือดดำ ถ้าอาการดีขึ้นทันที แสดงว่า

เป็นโรคนี้

การรักษา

1.การรักษาโดยใช้ยา

1.1 นีโอสติกมีน ขนาด 15 มก. วันละ 4 ครั้งๆ ละ

1 เม็ดหรือ เมสตินอล (Mestinon) ขนาด 0.6-1.5

กรัมต่อวัน แบ่งให้ทุก 3-4 ชม.

ในรายที่ตรวจพบว่ามีต่อมไทมัสโตร่วมด้วย อาจต้อง

ผ่าตัดเอาต่อมนี้ออก ซึ่งอาจจะช่วยให้อาการดีขึ้น

ถ้าการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล ควรให้ยาใน

กลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ Corticosteroids

 ยากลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งระบบภูมิคุ้มกัน และจำกัด

การสร้างแอนตี้บอดี้ แต่การใช้ยาพวกนี้นานๆ

อาจทำให้เกิดผลกระทบหลายอย่างตามมา เช่น

กระดูกบางลง น้ำหนักเพิ่ม  เบาหวาน เพิ่ม และ

เพิ่มความเสี่ยงของการติดเชื่อ และเพิ่มการสะสม

ของไขมัน

1.2 ยากดภูมิคุ้มกัน Immunosuppressants

เช่น azathioprine (Imuran), cyclosporine

(Sandimmune, Neoral) หรือ smycopheno

late (CellCept).

2.การรักษาโดยไม่ ใช้ยา

2.1 การฟอกเลือด (Plasmapheresis) เป็นการกำจัด

แอนตี้บอดี้ที่ทำลายตัวรับสัญญาณประสาท แต่จะต้อง

ทำซ้ำทุกๆสองถึงสามอาทิตย์

2.2 การให้สารอิมมูโนโกลบูลินเข้าหลอดเลือด

(Intravenous immune globulin) จะให้แอนตี้บอดี้

ที่ปกติแก่ร่างกาย ซึ่งจะเปลี่ยนการตอบสนองของ

ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย มีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง

น้อยกว่าการฟอกเลือด หรือการกดภูมิคุ้มกัน แต่ต้อง

ใช้เวลามากกว่าหนึ่งถึงสองสัปดาห์ที่จะเห็นผล และ

จะอยู่ได้อย่างน้อยหนึ่งหรือสองเดือน

2.3 การผ่าตัด(Surgery)จากที่ทราบกันแล้วว่าประมาณ

15% ของผู้ป่วยไมแอสทีเนียเกรวิส จะมีเนื้องอกที่ต่อม

ไทมัส แต่โดยส่วนใหญ่เนื้องอกเหล่านี้จะไม่เป็น

เนื้อร้าย

ยังไม่มีผลยืนยันแน่ชัดว่าการผ่าเอาต่อมไทมัสออกจะมี

ประโยชน์จริงหรือไม่ ซึ่งขี้นอยู่กับการตัดสินใจระหว่าง

ผู้ป่วยและแพทย์ แต่โดยมากแพทย์จะไม่แนะนำถ้า

 

o        อาการของโรคไม่ร้ายแรง

o        อาการเป็นเฉพาะที่ตา

o        ผู้ป่วยมีอายุมากกกว่า 60 ปี

o       

ข้อแนะนำ

   1. โรค นี้มักเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ควรติดต่อรักษา

 

   กับแพทย์เป็นประจำ โดยทั่วไปเมื่อมียากิน ก็มัก

  

   จะไม่มีอาการและสามารถทำงานได้เป็นปกติ

 

    ทุกอย่าง

 

   2 ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงการซื้อยากินเอง และทุก

 

    ครั้งที่ไปพบแพทย์ด้วยโรคอื่น ๆ ควรแจ้งให้

 

    แพทย์ทราบว่าเป็นโรคนี้ จะได้หลีกเลี่ยงการใช้

 

    ยาที่ทำให้อาการโรค เป็นมากขึ้น

 

  3.ขณะ ตั้งครรภ์ หรือเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ๆ อาจมี

 

    อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อมากขึ้นได้ ผู้ป่วย

 

    ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ ชิด หากสงสัยว่า

 

    อาการกำเริบควรรีบกลับไปพบแพทย์ผู้รักษา

 

    ก่อนนัด

 

   4.ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรพกยาฉีดนีโอสติกมีนติดตัวไว้ฉีด

 

      เมื้่อมีอาการรุนแรงก่อนที่จะเดินทางถึงโรงพยาบาล

 

 

   ที่มา

   aclinic.com

   dctor.or.th

   sriyothai.ac.th

   Siamhealth.net

 

ความเห็นของผู่เขียน

 

       จากข้อมูลข้างต้น

 

-อาการจะเป็นหนัก หลังเป็นไข้หวัด  กิน

สาหร่ายสไปรูลิน่าทุกวันจะไม่เป็นไข้หวัด

-อาการจะเป็นหนัก หลังตื่นเต้นตกใจ

  ต้องไปฝึกสมาธิสมาธิ ทำให้เป็นคนดี

 

-อาการจะเป็นหนักเมื่อร่างกายเหนื่อยล้า

นอนไม่หลับ กินสาหร่ายสไปรูลิน่าทุกวัน

จะแก้ปัญหาได้

-อาการจะเป็นหนัก ขณะมีประจำเดือน

อาจเป็นเพราะเสียเลือดออกไป สาหร่าย

สไปรูลิน่ามีสารอาหารที่เป็นวัตถุดิบให้

ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขึ้นมาทดแทน

อย่างรวดเร็ว จะแก้ปัญานี้ได้ 

-อาการจะเป็นหนักหลังกินอาหารพวก

แป้งหรือน้ำตาลมาก  งดอาหารพวกนี้จะ

ได้ไม่อ้วน   งดแล้วกินสาหร่ายสไปรูลิน่า

เสริมป้องกันการขาดสารอาหาร

 

โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย ปกติ

ร่างกายจะรักษาตนเองทำไมคราวนี้จึง

ทำร้ายตนเอง  เป็นเรื่องผิดปกติที่

ร่างกายผลิตสารชนิดหนึ่งออกมาทำ

ร้ายตัวจับกระแสความรู้สึก ต้องมีอะไร

สักอย่างที่แพทย์และนักวิทยาศาสตร์

ยังค้นไม่พบจึงไม่สามารถรักษาให้หาย

ขาดได้

ร่างกายเป็นแพทย์ที่ดีที่สุด  มีบาดแผล

ถ้าไม่ติดเชื้อ ก็หายเองได้ เป็นไปได้ที่

ร่างกายปกติจะผลิตสารชนิดหนึ่งแต่

เนื่องจากได้รับสารอาหารไม่ครบ จึง

เพี้ยนไปกลายเป็นผลิตสารอีกชนิดหนึ่ง

ที่ทำอันตรายต่อตัวรับกระแสประสาท   

ถ้าสมมุติฐานนี้ถูกต้อง ผู้ป่วยควรกิน

อาหารให้หลากหลาย รวมทั้งอาหารที่

ไม่ชอบ อาหารที่ไม่เคยกิน  และกิน

สาหร่ายสไปรูลิน่าร่วมด้วย

 เพราะมีสารอาหารหลายชนิด จะช่วย

ป้องกันการขาดสารอาหารได้ 

เมื่อไม่ขาดสารอาหาร  ผู้ป่วยต้องดีขึ้น

 

อย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ไม่เป็นหวัด

 

ไม่อ่อนเพลีย ร่างกายแข็งแรงขึ้น

 

ใครมีประสบการณ์เล่าให้ฟังบ้างนะ

 

ครับที่ ksirisang@gmail.com


ไม่มีบทความใน ประเภทนี้

  • Scleroderma  ( 1 ข้อมูลรายการ )


     

    โรคผิวหนังแข็ง

    ภาควิชาตจวิทยา


    Faculty of Medicine Siriraj Hospital


    คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

               โรคผิวหนังแข็งเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มโรคที่มีความผิดปกติของ

    ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผู้ป่วยจะสร้างภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อบางชนิดของตน

    เอง มีการกระตุ้นเซลล์ไฟโบบลาสต์ให้สร้างสายใยคอลลาเจนเพิ่มมากขึ้นทั้งในผิว

    หนังและอวัยวะภายในอื่น ๆ ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติขึ้น เช่น อาการผิวหนังแข็ง

    ตึงปลายนิ้วเขียวคล้ำเวลาสัมผัสความเย็น ผิวหนังมีสีคล้ำขึ้น ลำไส้ดูดซึมไม่ดี หรือ

    พังผืดเพิ่มขึ้นในปอดทำให้เกิดอาการหอบเหนื่อย ถ้าโรคเป็นไม่มาก อาการจากเนื้อ

    เยื่อเกี่ยวพันที่แทรกตัวอยู่ในอวัยวะต่าง ๆ มีปริมาณน้อย อาจไม่รบกวนการทำงาน

    ของอวัยวะเหล่านี้และไม่ปรากฏอาการให้เห็น


    อาการของโรค


                แตกต่างกันได้มากในแต่ละบุคคล บางรายมีอาการเฉพาะทางผิวหนัง แต่

    ผู้ป่วยบางรายก็อาจมีอาการในระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น กลืนลำบากหอบเหนื่อย

    หรือ ปวดข้อ

     


    สาเหตุ

                ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามีการสร้างเนื้อเยื้อเกี่ยวพัน

    หรือ คอลลาเจนเพิ่มมากขึ้นในผิวหนัง และอวัยวะภายใน


                ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีประวัติบุคคลอื่น ๆ ในครอบครัวเป็นโรคผิวหนังแข็ง

    มาก่อน และบุตรหลานของผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็งมักไม่เป็นโรคนี้


    โรคผิวหนังแบ่งเป็น 2 ชนิด

     
    โรคผิวหนังแข็งเฉพาะที่ (LOCALIZED SCLERODERMA)


    - พบในวัยเด็ก


    - อาการผิวหนังแข็งผิดปกติเกิดเฉพาะที่ เช่น ปลายมือ ปลายเท้าเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้น

    ทั่วร่างกาย อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็งเฉพาะที่ อาจเกิดอาการจากอวัยวะ

    ภายในบางระบบขึ้นได้ แต่พบน้อยมาก


    โรคผิวหนังแข็งทั่วตัว (SYSTEMIC SCLEROSIS)


    - พบในวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ อายุเฉลี่ย 40 ปี


    - พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ในอัตราส่วน 4:1


    - มีความผิดปกติของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ผิวหนังและในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น

    ปอด หัวใจ หลอดเลือด

     

    ระบบทางเดินอาหาร


    - 
    หลอดเลือดฝอยบริเวณปลายนิ้วหดรัดตัวและมีขนาดเล็กลง ทำให้อุดตันได้ง่าย

    เมื่อสัมผัสอากาศเย็น จึงเกิดอาการปลายนิ้วซีด เขียวคล้ำหรือเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงได้

    และเมื่อเกิดบาดแผลขึ้นที่ปลายนิ้วแผลจะหายช้ากว่าคนปกติ

    - ผู้ป่วยบางรายเท่านั้นที่มีอาการเกิดขึ้นกับอวัยวะภายใน ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน

    การรักษาโรคผิวหนังแข็ง


               การรักษาโรคผิวหนังแข็งต้องการการดูแลปฏิบัติตัวของผู้ป่วยอย่างเหมาะ

    สมและต่อเนื่อง การรักษาในปัจจุบันเน้นการรักษาตามอาการเป็นหลัก เช่น ให้ยา

    ลดการสะสมตัวของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในอวัยวะต่าง ๆ ให้ยาขยายหลอดเลือดเพื่อ

    ลดอาการปลายนิ้วซีดเขียวและลดอาการปวด ในกรณีทีมีอาการกลืนลำบาก ปวด

    แสบท้องบริเวณลิ้นปี่ ให้ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร หรือ ยาที่ช่วย

    การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ผู้ป่วยบางรายสามารถหยุดพักการรักษาได้

    เมื่อโรคสงบลง เนื่องจากอาการรุนแรงไม่เท่ากันในแต่ละราย ผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง

    แต่ละคนจึงได้รับการรักษาไม่เหมือนกัน การรักษามุ่งเน้นเพื่อจะลดหรือบรรเทา

    อาการต่าง ๆ ลง ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


    การปฏิบัติตัวในผู้ป่วยโรคผิวหนังแข็ง


    - หลีกเลี่ยงการสัมผัสความเย็น อากาศเย็น การสูบบุหรี่ เพราะปัจจัยเหล่านี้หลอด

    เลือดบริเวณปลายนิ้วหดตัวมากขึ้น อาการของโรค เช่น ปลายนิ้วมือซีด เขียว ปวด

    จะกำเริบมากขึ้น

    - มารับการตรวจและรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

     - ควรทำกายภาพบำบัด นิ้วมือเพื่อป้องกันการติดยึดและข้อผิดรูปของนิ้วมือ

    - ทำความเข้าใจกับโรคที่เป็นเพื่อจะได้ปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง อย่าซื้อยารับ

    ประทานเอง โดยไม่มีความรู้เรื่องยาที่จะใช้เพราะอาจเกิดผลข้างเคียงจากยา

    - หลีกเลี่ยงกิจกรรม หรือการทำงานที่จะก่อให้แผลบริเวณปลายนิ้ว


    - ถ้ามีอาการผิดปกติ เช่น กลืนลำบาก หายใจลำบากอึดอัด เป็นต้น ควรแจ้งให้

    แพทย์ทราบ

 
spacer.png, 0 kB