spacer.png, 0 kB
Home arrow สาหร่ายสไปรูลิน่าคืออะไร ?
สาหร่ายสไปรูลิน่า คืออะไร พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย Administrator   
Monday, 16 April 2007
Tanunyaาหร่ายสไปรูลิน่า หรือสาหร่ายเกลียวทอง เป็นสาหร่ายหลายเซลล์ มีสีเขียวแกมน้ำเงิน มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดูจากกล้องจุลทรรศน์ มีลักษณะเป็นสาย บิดเป็นเกลียว มีความยาวประมาณ 50-500 ไมครอน มีความกว้างประมาณ 3-8 ไมครอน(1 ซม. = 1,000 ไมครอน) สามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย ในอุณหภูมิประมาณ 28-34 องศาเซลเซียส การสืบพันธุ์เป็นแบบไม่มีเพศ คือแบ่งเซลล์จากหนึ่งเป็นสอง มีองค์ประกอบหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายที่น่าสนใจ คือมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 70 % ของน้ำหนักแห้ง และเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ทั้งยังเป็นแหล่งของไวตามิน โดยเฉพาะไวตามินบี คอมเพล็กซ์ นอกจากนี้ยังมี เบต้า แคโรทีนสูง ผนังเซลล์ไม่มีเซลล์ลูโลส เหมือนสาหร่ายสีเขียวทั่วๆไป จึงเป็นข้อดี สำหรับนำมาเป็นอาหารของมนุษย์ เพราะในร่างกายของมนุษย์ ไม่มีเอ็นไซม์ย่อยเซลล์ลูโลสได้
ปริมาณโปรตีนเปรียบเทียบกับอาหารชนิดอื่น(กรัม ต่อ 100 กรัม)
สาหร่ายสไปรูลิน่า 62-68
เนื้อวัว 18-20
ไข่ 18
ปลา 16-18
ถั่วเหลือง 39
ข้าวสาลี 13
ข้าวเจ้า 7

ข้อมูลนี้ได้มาจากเอกสารของกองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา "เกณฑ์การพิจารณาขออนุญาตใช้ฉลากอาหารสาหร่ายเซลล์เดียวและหลายเซลล์"

ประวัติของสาหร่ายสไปรูลิน่า
โลกแยกตัวออกจากดวงอาทิตย์ จริงหรือไม่นั้น คงไม่ต้องเถียงกัน เพราะการระเบิดของภูเขาไฟเป็นการยืนยันถึงคำกล่าวนี้ ดวงอาทิตย์เป็นดวงไฟ เมื่อโลก หลุดออกมาจากดวงอาทิตย์ย่อมจะเย็นลงเรื่อยๆ เหมือนเราคีบถ่านออกจากเตาไฟ การเย็นตัวลงจะเริ่มที่ผิวโลกก่อน ตอนนั้นบรรยากาศของโลกมีก๊าซไนโตรเจน เป็นหลัก ตามด้วยก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์และก๊าซมีเทน แต่ไม่มีก๊าซอ็อกซิเจน มีก๊าซคาร์บอนไดอ็อกไซด์จำนวนมาก อาจมากกว่าปัจจุบันถึง 100 เท่า ซึ่งเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ มีซัลเฟอร์ มีฟอสฟอรัสและแร่ธาตุต่างๆในน้ำ ี่ไหนมีน้ำที่นั่นย่อมจะมีสิ่งมีชีวิต จะเห็นได้ว่า มนุษย์เมื่อออกไปเยี่ยมเยือน ดาวดวงอื่น จะมองหาน้ำเสมอ ถ้าพบน้ำจะต้องพบสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นบนโสกนี้เป็นตัวแรก เกิดขึ้นในที่ที่ร้อนมากและเกิดในน้ำ ผมดูจากรายการ National Geographic ทางทีวีช่อง 9 ซึ่งออกอากาศประมาณเดือนกรกฏาคา-สิงหาคม 2544 นักวิทยาศาสตร์ลงไปใต้ทะเลลึก ไปถ่ายภาพสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดๆ บริเวณปากปล่องภูเขาไฟซึ่งร้อนมากขนาดน้ำเดือดแต่ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ถ้าใครไม่ได้ดูต้องไปเที่ยวเชียงใหม่ ไปดูน้ำพุร้อนจะเห็นว่ามีสาหร่าย เกิดขึ้น ทั้งๆ ที่ น้ำร้อนจนเอามือจุ่มไม่ได้ ตอนแรกจะเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวก่อน เป็นพวกแบคทีเรียแล้ววิวัฒนาการเป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ยังไม่แยกเป็นพืชหรือสัตว์ คือยังไม่มีพืชหรือสัตว์เกิดขึ้น
พืชต่างจากสัตว์ตรงที่มีคลอโรฟิลล์(Chlorophyl)เป็นตัวสังเคราะห์อาหารให้พืช โดยใช้แสงแดดเป็นพลังงานในการทำงานนี้ และใช้แร่ธาตุในน้ำและก๊าซ รอบๆตัวเป็นวัตถุดิบ ส่วนสัตว์ไม่มีคลอโรฟิลล์ ต้องกินพืช เมื่อมีสัตว์กินพืชมากขึ้น จึงเกิดสัตว์ที่กินสัตว์เกิดขึ้น เป็นการรักษาสมดุลย์ของโลก
สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นพืชชนิดแรกๆที่เกิดขึ้นบนโลก สีน้ำเงินนี้ (โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ถ้ามองจากยานอวกาศจะเห็นเป็นดวงดาวสีน้ำเงิน) นักวิทยาศสาตร์คาดว่า โลกแยกตัวจากดวงอาทิตย์ประมาณ 4,450 ล้านปีมาแล้ว อาจเป็นไปได้ว่าประมาณ 4,000 ล้านปี จึงมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้น ประมาณ 3,800 ล้านปีมีแบคทีเรีย ชนิดหนึ่ง(Archibacteria)เกิดขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 3,500 ล้านปี จึงมีสาหร่ายสไปรูลิน่าเกิดขึ้น และมีสาหร่ายชนิดต่างๆเกิดขึ้นตามมามากมาย ปัจจุบันมีมากกว่า 2,500 ชนิด สาหร่ายบางชนิดมีพิษมาก กินแล้วตาย เช่นสาหร่าย Mycrocystis aeruginosa (ผลิตสารพิษ คือ Microcystins ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด Hepatotoxin ทำลายตับ และ Neurotoxins ทำลายระบบประสาท) แต่ส่วนใหญ่จะมีประโยชน์ ยุคนั้นเป็นยุคของสาหร่าย ครองโลก สาหร่ายกินคาร์บอนไดอ็อกไซด์เป็นอาหาร ส่วนของเสียของมันที่ต้องขับออกมาก็คือ อ็อกซิเจน ออกซิเจนจะทำปฏิกิริยากับเหล็กที่ละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งมีอยู่มากมายในขณะนั้น ทำให้เหล็กตกตะกอน สาหร่ายใช้เวลาหลายร้อยล้านปี ทำให้น้ำทะเลสะอาด จนมีเหล็กละลายอยู่ในน้ำน้อยกว่า 1 กรัมต่อน้ำทะเล 50 ลูกบาศก์เมตรโดยประมาณ หลังจากนั้น ออกซิเจนที่ถูกขับออกมาจะเข้าสู่บรรยากาศ (ผมเคยทดลองในห้องปฏิบัติการ สาหร่ายสไปรูลิน่า 1 ขวกน้ำอัดลมสามารถผลิตอ็อกซิเจนได้ 1 ขวดเท่ากันโดยใช้เวลาเพียง 4 วันเท่านั้น ในวันที่มีแดดจัด) ซึ่งใช้เวลากว่า 3,000 ล้านปี จึงผลิตอ็อกซิเจน ได้มากจนเป็นก๊าซหลักอันหนึ่งของโลก สิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการขึ้นมาภายหลัง จึงใช้อ็อกซิเจนเป็นอาหาร กว่าจะเกิดแมลงก็ประมาณ 400 ล้านปีมาแล้ว ตามด้วยปลา 350 ล้านปี สัตว์เลื้อยคลาน 220 ล้านปี นก 150 ล้านปี สัตวเลี้ยงลูกด้วยนมประมาณ 80 ล้านปี ลิงไร้หางอุรังอุตัง 15 ล้านปี ตามด้วยลิง
ซิมแปนซี ประมาณ 5 ล้านปี มนุษย์ประมาณ แสนล้านปีมานี้เอง มนุษย์กลายมาเป็นผู้ครองโลก ผู้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทุกอย่าง ผมเชื่อว่า ถ้าไดโนเสาร์ยังอยู่ก็คงถูกมนุษย์จับกินเป็นอาหารเช่นกัน หนีไม่พ้นหรอกเพราะตัวใหญ่
ยุคนั้น(3,500 ล้านปี) สาหร่ายสไปรูลิน่าแพร่กระจายไปทั่วโลก แต่โลกไม่เคยหยุดหมุน สภาพแวดล้อมของโลกค่อยๆเปลี่ยนไปสิ่งมีชีวิตที่ปรับ ตัวเองไม่ได้ ก็ต้องสูญพันธุ์ไป หรือไม่ก็วิวัฒนาการเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดขึ้น สำหรับสาหร่ายสไปรูลิน่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง มีหลักฐาน เป็น ฟอสซิลให้เห็นรูปร่างเหลือนเดิมทุกอย่าง นิสัยก็ยังเหมือนเดิม ใครมีสามีนิสัยเหมือนสาหร่ายสไปรูลิน่าจะดีมาก อยู่เป็น 3,500 ล้านปียังไม่เปลี่ยน ไม่ว่าสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนยแปลงไปอย่างไร ก็ไม่เปลี่ยนตนเอง ใครจะเอาเงินใต้โต๊ะมาให้ก็ไม่เปลี่ยนใจ ใครจะขู่อย่างไรก็ไม่กลัว น่านับถือจริง มีศักดิ์ศรีสูง ทนไม่ได้ก็ตายไป ทนได้ก็อยู่ไป มีลูกหลานน้อนหน่อย แต่ถ้ามีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะแพร่พันธุ์ได้มาก ปัจจุบันนี้ มีสภาพแวดล้อมเหมือนโลก เมื่อสามพัน ล้านปีก่อนอยู่ไม่กี่แห่ง ที่มีชื่อเสียง คือ ทะเลสาบชาด ในประเทศชาด ทวีปอัฟริกา และทะเลสาบเท็กโกโก้ ในประเทศแมกซิโก คือมีความเป็นด่างสูงมาก จนสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น เกิดขึ้นไม่ได้ ชาวแคนเนมบู(kenembu)ที่อยู่รอบทะลสาบชาดไม่ค่อยจะมีอะไรกิน ก็ลงไปช้อนเอาสาหร่ายสไปรูลิน่าที่มีมากจาเกาะกัน เป็นแพลอยขึ้นมาและถูกลมพัด ให้เข้ามาติดชายฝั่ง สาหร่ายสไปรูลิน่าจึงเป็นอาหารหลักของพวกเขา สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นแหล่งอาหารโปรตีน ชนิดเดียวของ ชาวบ้านที่นั่น เท่าที่สืบได้ พวกเขากินสาหร่ายนี้มาเป็นพันๆปีแล้ว ทั้งยังเอาไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย เป็๋นข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นอาหารที่ปลอดภัยต่อมนุษย์ทุกเพศทุกวัย และต่อสตรีมีครรภ์ มิฉะนั้นชาวแคนเนมบูคงจะสูญพันธุ์ไปแล้ว
ลำดับเหตุการณ์ที่โลกตะวันตกพบสาหร่ายสไปรูลิน่า
ปี พ.ศ. 2387 Wittrock และ Nardstedt บรรยายลักษณะของสาหร่ายสไปรูลิน่าในหนังสือ "Algae aquae dulica exsice fasicule XIV No.679 of Descriptions Systematice Dispositae. หน้า 59
ปี พ.ศ. 2483 นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศษ ชื่อ แดงการ์ด( Dangeard ) ได้รายงานเกี่ยวกับอาหารของชาวแคนเนมบู ซึ่งอาศัยอยู่รอบทะเลสาบชาด เรียกว่า "ไดฮิ" เป็นสาหร่ายที่เก็บขึ้นมาจากทะเลสาบชาด รายงานนี้ไม่มีใครสนใจ เพราะเขียนลงในวรสารเล็กๆที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง คือ Liean Society of Bordeux
ปี พ.ศ. 2508 Leinard หนึ่งในคณะสำรวจทวีปอัฟริกา ได้รายงานว่า 70 % ของอาหารของชาวแคนเนมบู เป็นสาหร่ายสไปรูลิน่าที่เก็บมาจาก ทะเลสาบชาด พร้อมทั้งรายงานวิธีเก็บเกี่ยวสาหร่าย
หลังจากนั้น ได้มีการวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายตัวนี้กันมาก มาย ทั้งวิเคราะห์หาส่วนประกอบคุณค่าทางอาหาร ทั้งศึกษาความเป็นพิษ พบว่าเป็นอาหาร ที่มี คุณค่าสูงมาก ปลอดภัย ไม่มีพิษสะสมทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ จนกระทั่งปัจจุบัน งานวิจัยก็ยังไม่หยุด จะเห็นได้ว่า มีงานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายตัวนี้ มากมาย จนกระทั่งนักวิจัยต้องจัดประชุมวิชาการแยกต่างหากเป็นเฉพาะเรื่องของสาหร่ายนี้ โดยจัดปีเว้นปี เป็นการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ เวียนจัด กันไปในหลายประเทศ คนที่ทำงานวิจัยจะเสนอผลงานวิจัยในที่ประชุมแห่งนี้ มีการซักถามกันมากมาย ถ้าไม่เชื่อผลงานวิจัย ปีต่อไปก็ลองทำเองดูบ้าง ผลเป็นอย่างไรก็มาว่ากันอีกทีในที่ประชุมวิชาการนี้
ที่มา
"จับโกหกนักวิชาการ " หน้า 10-15 โดยเกรียงศักดิ์ ศิริแสงเลิศ

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Wednesday, 21 August 2013 )
 
spacer.png, 0 kB