spacer.png, 0 kB
Home arrow หนังสือ
อาหารแห่งอนาคต พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย Administrator   
Tuesday, 14 May 2013




 สาหร่าย สไปรูลิน่า

  อาหารธรรมชาติเข้มข้นสำหรับทุกคน

 

                         สารบัญ

คำนำ                                                                                1

อาหารเสริม คืออะไร                                                                  2

ทำไมต้องรับประทานอาหารเสริม                                          2

อาหารเสริมตัวไหนดี                                                                3

สาหร่ายสไปรูลิน่า คืออะไร                                            4

ใครควรรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า                                  5                                                                                   

 ควรรับประทานาวันละเท่าใด ?                                             16

สารอาหารธรรมชาสติVSสารอาหารสังเคราะห์                 17

สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคเบาหวาน                                      18                                                                                         

สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคไต                                                  20

สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคโลหิตจาง                                     23

สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคเก๊าท์                                             26 

สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคความดันโลหิตสูง                     28  

 สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคมะเร็ง                                           29                       

จดหมาย ดร.มอสแนะนำสาหร่าย สไปรูลิน่า                    31

รักษาโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ                                             35 

 งานวิจัยที่น่าสนใจ                                                                 38 

  อโรคยา ปรมาลาภา                                                                42


                              คำนำ

                อาหารเสริมเป็นสิ่งที่มีคนพูดถึงอยู่ทุกวัน มีอาหารเสริม อยู่มากมายให้เลือก ส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ   อาหารเสริมหลายยี่ห้อ มาแล้วก็จากไป  แต่จะมีอาหารเสริมอยู่   ชนิดเดียวที่จะอยู่ตลอดไป  เพราะเป็นอาหารมนุษย์แห่งอนาคต    คือ สาหร่ายสไปรูลิน่า ซึ่งเป็นพืชที่นักวิทยาศาสตร์ทดลองนำ   ไปเพาะเลี้ยงบนสถานีอวกาศได้สำเร็จ ผลิตอาหารและอ็อกซิเจนให้แก่มนุษย์อวกาศ  นักวิทยาศาสตร์มีแผนที่จะนำสาหร่าย สไปรูลิน่า ไปเพาะเลี้ยงบนดาวอังคาร  เพื่อให้สาหร่ายสไปรูลิ น่าผลิตก๊าซอ็อกซิเจนให้เพียงพอที่มนุษย์ขึ้นไป อาศัยอยู่ได้ ซึ่ง  ใช้เวลาอย่างน้อย   300 ปี (Terraforming Mars would take 300 years at lease )

               ช่วงอายุของท่านจะได้ยินชื่อนี้ตลอดไป

 ที่มา:Earth Food Spirulina  หน้า 123

เกรียงศักดิ์  ศิริแสงเลิศ


อาหารเสริมคืออะไร ?

อาหารเสริมคือ อาหารที่เรากินเพิ่มเติมเข้าไปจากอาหารหลัก  เพื่อจุดประสงค์  พิเศษ  ส่วนใหญ่เพื่อการมีสุขภาพที่ดี มีอายุยืน

ทำไมต้องกินอาหารเสริม ?

สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน ทำให้ร่างกายรับสารอนุมูลอิสระเข้าไปมาก  รวมทั้งความเครียดต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายสร้างสารอนุมูลอิสระขึ้นมาทำร้ายตนเอง ถ้าในร่างกายมีสารอนุมูลอิสระมากกว่าสารต้านอนุมูลอิสระจะทำให้ร่าง กายเจ็บป่วยได้  เราต้องรักษาสมดุล ให้ร่างกายมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่า สารอนุมูลอิสระอยู่เสมอ จึงจะมีชีวิตอยู่อย่างปกติสุข  อาหารเสริม ต่างๆ จะ เข้ามาช่วยเราในส่วนนี้ เพราะอาหารหลักอาจให้สารต้านอนุมูลอิสระไม่พอ เพียง บางครั้ง ตัวอาหารหลักเองอาจเป็นตัวเพิ่มสารอนุมูลอิสระเสียเอง   เช่น   ผักที่มียาฆ่าแมลงปะปน เป็นต้น ในอดีต ไม่ต้องมีอาหารเสริมเพราะประชากร    ไม่หนาแน่น สภาพแวดล้อมยังไม่ถูกทำลาย น้ำ และอากาศยังบริสุทธิ์ ในน้ำมี ปลา ในนามีข้าว  ผักไม่มีสารพิษปนเปื้อน หมู ไก่ ไม่ได้เลี้ยงด้วยสารกระตุ้น   การเจริญเติบโต สภาวะทางเศรษฐกิจก็ไม่บีบคั้น พ่อบ้านทำงานคนเดียวก็ดูแล ครอบครัวได้ มีลูกได้หลายคน โดยไม่เครียด ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับปัจจุบัน  ทั้งพ่อและแม่ต้องออกจากบ้านไปช่วยกันทำมาหากิน มีลูกแค่ 2 คนเท่านั้น ส่วน  ใหญ่มีเพียงคนเดียว  ความเครียดสูงกว่าเมื่อก่อนมาก

อาหารเสริมตัวไหนดี  ?

ในเมื่อมีสารอาหารไม่เหมือนกัน สารสังเคราะห์เดี่ยวหรือหลายตัวนำมาผสมลงในขวดเดียวกัน เป็นสารสกัด หรือ เป็นอาหารจากธรรมชาติ  ราคาก็ต่างกัน มีทั้งแพงมาก และถูกมาก จะเลือกอย่างไรดี ในเมื่อ  จุดประสงค์ของการบริโภคอาหารเสริมก็คือ ต้องการมี สุขภาพดี มีคุณ ภาพชีวิตดีขึ้น และมีอายุที่ยืนนาน   ถ้าอยากรู้ว่าอาหารเสริมตัวไหนดี ต้องเอามาแข่งกันที่คุณภาพตามวัตถุประสงค์ ไม่แข่งกันที่ราคาเพราะอาหารเสริมที่มีราคาแพง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าจากต่างประเทศอาจไม่  ชนะก็ได้ แต่ไม่จำกัดสิทธิในการแข่งขัน ยินดีและอยากให้เข้าแข่งขันโดยเฉพาะสินค้าที่ราคาแพงมาก เราจะแข่งกันที่คุณภาพ ตามกติกาดังนี้

1.ผู้ที่เข้าแข่งขันจะต้อง มีอายุเท่ากัน สุขภาพใกล้เคียงกัน  

 2.ผู้เข้าแข่งขันมีน้ำดื่มไม่จำกัด เป็นน้ำดื่มยี่ห้อเดียวกัน

3.ผู้เข้าแข่งขันถูกแยกคนละห้อง มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบ

4.ผู้เข้าแข่งขันรับประทานได้เฉพาะอาหารเสริมที่ตนชื่นชอบเท่านั้น ห้ามรับประทานอาหารอื่น

 ใครเจ็บป่วย ถือว่าแพ้ คัดออก ใครอยู่ทนอย่างสุขภาพดี ถือว่า อาหารเสริมตัวนั้น ดีที่สุด 

ท่านผู้อ่านคิดว่าเป็นการแข่งขันที่ยุติธรรมไหม

 

รับรองว่าไม่มี อาหารเสริมใดชนะ สาหร่ายสไปรูลิน่าได้

เกรียงศักดิ์  ศิริแสงเลิศ

สาหร่ายสไปรูลิน่า คืออะไร                                                                                                

 ตามกฏหมาย คือ อาหารเสริม ตามความเป็นจริง คืออาหารธรรมชาติเข็มข้น  เพราะเป็นพืชชนิดหนึ่งเดียวที่ นักวิทยาศาสตร์ยกให้เป็นอาหารมนุษย์แห่ง อนาคต มีสารอาหารมากมายหลายชนิด ตามที่  ห้องปฏิบัติการขององค์การสหประชาชาติวิเคราะห์ พบสารอาหารแล้ว 75 ชนิด                                                                           

       สาหร่ายสไปรูลิน่าประกอบด้วยอาหารครบหมู่

 โปรตีน                          65 %

  คาร์โบไฮเดรท             20 %

   ไขมัน                          5  %

    แร่ธาต                        7 %

    ความชื้น                    3 %

                         (จาก Earth Food Spirulina หน้า 28) 

ใครควรรับประทานสาหร่าย สไปรูลิน่าเป็นประจำ ?        

1.คนป่วย                                                                                                                                                                 

2.คนที่กินอาหารปกติไม่ได้                                                                                                                               

3.คนป่วยด้วยโรคเรื้อรัง                                                                                                                                     

4.คนอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย                                                                              

5.คนชรา                                                                                                      

6.สตรีมีครรภ์

7.คุณแม่ขณะให้นมลูก  

8.เด็กทุกวัย                                                                                            

9.สาววัยรุ่น                                                                                                    

10.ผู้หญิง                                                                                                

11.คนทำงานหนัก

12.คนที่อยู่ในภาวะเครียด                                                                             

13.นักดื่ม      

14.คนอ้วน                                                                                            

15.นักมังสวิรัติ                                                                                        

16.นักมวย                                                                                              

17.นักเพาะกาย                                                                                                

18.คนเป็นโรคเกาต์                                                                                          

19.คนทั่วไปที่รักสุขภาพ                                                                                   

สรุป คือ สามารถรับประทานได้ทุกคน แม้คนป่วยหนัก

1.คนป่วย                                                                              

ตั้งแต่ป่วยหนัก  จนถึงคนพักฟื้นจากไข้  คนป่วยหนักใกล้เสียชีวิตเป็นกรณีที่จำเป็นและเร่งด่วน

ที่สุด เป็นช่วงที่ร่างกายต้องการสารอาหารหลากหลายในปริมาณมาก  เพื่อซ่อมแซมส่วนที่เสีย

หาย   ขณะเดียวกัน คนป่วยจำเป็นต้องได้รับยาซึ่งเป็น สารเคมี เป็นสารอนุมูลอิสระ ยาทุก

ชนิดทำลายตับและไต มีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าสามารถป้องกันตับและไต

จากพิษขอยาได้{Y.Yamane,et.(April 15,1988)และFukino and other. ( 1990) } สาหร่าย สไปรูลิน่า เป็น

อาหารที่ปลอดภัย ให้ทั้งสารอาหารในการซ่อมแซมส่วนที่ เสียหายจากโรค และในขณะเดียวกัน

ก็ป้องกันตับและไต จากพิษของยาด้วย คนป่วย จะไม่มีอาการบวม ทำให้แพทย์เพิ่มขนาดยาให้

แก่คนป่วยได้ การรักษาประสบผลสำเร็จ มีคนป่วยหลายรายที่ไม่ได้เสียชีวิต จากโรคที่เป็น 

 แต่เสียชีวิตด้วยโรคไตวาย อันมีสาเหตุมาจากยาที่ใช้รักษา  สังเกตุง่ายๆด้วยสายตา คือ จะมี

อาการบวมตามส่วนต่างๆของร่างกาย มือ เท้า ใบหน้า  คนปกติ ถึงแม้นไม่ได้เจ็บป่วยหนักถึง

ขั้นต้องเข้าไปนอน โรงพยาบาลแต่ถ้าต้องกินยาควรรับประทาน สาหร่าย สไปรูลิน่าร่วมไปด้วย เพื่อ

ป้องกันตับและไตจากพิษของยา   

 

2.คนที่กินอาหารปกติไม่ได้                                                                                                                                        

คนที่ตัดถุงน้ำดีออก ไม่มีน้ำย่อยไขมัน  คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร   คนที่ถูกตัดเอากระเพาะ

และ ลำไส้บางส่วนออก การให้สารอาหารเข้าทางเส้นเลือดโดยตรง ไม่มีทางที่จะได้รับสารอาหารครบ

สาหร่าย สไปรูลิน่ามีสารอาหารครบ ย่อยง่าย ดูดซึมง่าย และเป็นอาหารที่ปลอดภัย ให้โดยการกิน หรือ

โดยการ ผ่านสายยางลงสู่กระเพาะอาหารโดยตรง ผู้เขียนเห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็น

 3.คนป่วยด้วยโรคเรื้อรัง

จะต้องกินยาทุกวันเป็นระยะเวลานาน ยาเป็นสารเคมี เป็นสารอนุมูล อิสระ สาหร่ายสไปรูลิน่าจะป้องกัน

ตับไตจากพิษของยาจึงควรรับประทานสาหร่าย สไปรูลิน่าร่วมกับยาทุกครั้งๆละ 2-4 เม็ด จะได้ไม่เป็นโรค

ไตภายหลัง  ซึ่งเป็น โรคที่รักษายาก ค่า ใช้จ่ายสูง ต้องฟอกไต 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ครั้งละหลายชั่วโมง

ชีวิตจะวนเวียนอยู่ระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล ความสุขกลายเป็นอดีต   

 

4.คนอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย                                                                                                                                        

  คนอ่อนแอ เป็นคนที่มีภูมิต้านทานต่ำ เป็นเพราะ อาหารโปรตีนหรือได้รับโปรตีนที่มีกรดอะมิโนไม่

สมบูรณ์ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นไม่ครบ ร่างกายนำ ไปสร้างภูมิคุ้มกันไม่ได้ คนที่รับประทานสาหร่าย สไปรู

ลิน่าเป็นประจำ มักจะไม่เป็นหวัด หรือไข้หวัด  ใหญ่ เพราะมีภูมิคุ้มกันสูงกว่าคนทั่วไป  คนอ่อนแอถ้าได้

รับประทานสาหร่าย สไป รูลิน่าเป็นประจำจะรู้สึกตัวได้ว่าแข็งแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว  คนทั่วไปที่เป็นหวัด

 แสดงว่าขณะนั้น ภูมิต้านทานลดต่ำลง ควรรีบรับประทานสาหร่าย สไปรูลิน่าทันที  10 เม็ด/วัน

 

5.คนชรา

 

ระบบ ย่อยอาหารของคนชราเสื่อมลง เริ่มตั้งแต่ ปากที่มีฟันไม่ครบ เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด  น้ำลายเสื่อม

สภาพ  ผลิตเอนไซม์น้อยกว่าคนหนุ่ม สาวถึง 30 เท่า กล้ามเนื้อผนังกระเพาะอาหาร   ไม่แข็งแรง ไม่มีแรง

บีบ ทำให้ทำให้กินอาหาร น้อย แต่อิ่มอยู่นาน น้ำย่อย ในกระเพาะอาหาร  และน้ำย่อยจากถุงน้ำดีเสื่อม

 สภาพ ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์  ผนังลำไส้เล็ก(Villi)ส่วนที่ออกมาเพื่อ เพิ่มพื้นที่ในการดูดซึม

อาหาร ถูกทำลายไปมาก ทำให้ดูดซึมอาหารได้น้อยลง  ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นสาเหตุ ทำให้คนชราทุก

คนขาดอาหาร ทั้งๆที่มีอาหารอยู่อย่างสมบูรณ์ สาหร่าย สไปรูลิน่า เหมาะที่จะให้กับคนชรา เพราะมีผนัง

เซลล์นุ่ม บาง แตกง่าย จึงย่อยง่าย  และถูกดูดซึมได้ง่าย  ทั้งยังมีสารอาหารมากกว่า 75 ชนิด มีโปรตีนที่มี

คุณภาพ มีกรดอะมิโนครบ เป็นวัตถุดิบให้ร่างกายสามารถนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ คนแก่ชราจึง

รู้สึกแข็งแรขึ้นได้ภายในวันเดียว  และถ้าได้กิน า เป็นประจำไม่ต่ำกว่า 8 เม็ดต่อวัน จะทำให้มีสุขภาพ แข็ง

แรง คุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

6.สตรีมีครรภ์                                                                                                                                                               

ต้องการสารอาหารมากกว่าสตรีทั่วไปถึงเท่าตัว การดูแล ตนเองในช่วงเวลานี้ มีผลต่อลูกในอนาคต คนที่

กินสาหร่ายสไปรูลิน่าตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์จะคลอดง่าย เพราะไม่อ้วน   มดลูกแข็งแรง ไม่มีปัญหาโรค

โลหิตจางระหว่างตั้ง ครรภ์  เมื่อคลอดแล้ว มีน้ำนมให้ลูกมากอย่างเหลือเฟือ ลูกเลี้ยงง่าย แข็งแรงไม่

งอแง  ไม่ทำให้พ่อแม่ยุ่งยากลำบาก ในการดูแล  ผู้เขียนไม่ได้แนะนำให้กินแต่สาหร่ายสไปรูลิน่า                  

โดยไม่ฝากครรภ์กับสูตินารีแพทย์นะครับ สตรีมีครรภ์จำเป็นต้องฝากครรภ์ครับ เพราะมีสิ่งที่แพทย์จะ

ต้องดูแลอีกมาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก การ  คลอดยากและโรคต่างๆ สาหร่าย สไปรูลิน่าจะเป็นผู้ช่วย

แพทย์ด้านโภชนาการ ช่วย  ให้สุขภาพของแม่และลูกแข็งแรง  ปกติการจะตั้งครรภ์ ควรมีการวางแผนว่า

จะ ตั้งครรภ์เมื่อใด และควรรับประทาน สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นประจำก่อนตั้งครรภ์ หรือ ตั้งแต่วางแผน

ว่าจะมีบุตร หรือทันทีทีรู้ว่าตั้งครรภ์

 

 7.คุณแม่ขณะให้นมลูก                                                                                                                                              

 คุณแม่ลูกอ่อน ยังต้องการสารอาหารในระดับสูงเท่ากัน กับขณะตั้งครรภ์ คุณแม่ที่ไม่มีน้ำนมให้ลูกก็อาจ

เป็นเพราะ  ไม่มีวัตถุดิบในการผลผลิตน้ำนม ในน้ำนมแม่ไม่ได้มีแต่น้ำ   ยังมีสารอาหารอื่นๆอีกมาก โดย

เฉพาะน้ำนมแรก จะมีภูมิต้านทานโรคมาก มี  คุณค่าทางอาหารสูง สาหร่าย สไปรูลิน่ามีสารอาหารมากจะ

ช่วยเพิ่มน้ำนมได้อย่าง แน่นอน ส่งผลถึงสุขภาพของลูกอันเป็นที่รักให้ได้รับสารอาหารจากนมแม่ได้      

อย่างเต็มที่

 

8.เด็กทุกวัย                                                                                                                                 

ร่ายกายเด็กกำลังเจริญเติบโต ต้องการวัตถุดิบในการสร้าง อวัยวะต่างๆ ถ้าขาดสารอาหาร จะกระทบต่อ

การเจริญเติบโต ของอวัยวะ ซึ่งไม่ควรเสี่ยงอย่างยิ่ง สมองของเด็กจะเจริญ ตั่งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงอายุ

ประมาณ 5 ขวบ จึงเป็นช่วงวิกฤติ  ประเทศเม็กซิโก รัฐบาลแนะนำให้ผสมสาหร่ายสไปรูลิน่าลงในน้ำนม

10 % สำหรับเด็กทารก และเด็กที่ขาดสารอาหาร 

9.สาววัยรุ่น                                                                                                                                                       

ร่างกายเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มักจะมีปัญหาโรคโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุ เหล็ก นอกจากนี้ เริ่มมี

ประจำเดือน ทำให้เสียเลือดไปกับประจำเดือนทุกเดือน ร่างกายต้องสร้างเม็ดเลือดขึ้นใหม่  จากโปรตีน

โฟเลท  วิตามิน บี 12 และธาตุ  เหล็ก ซึ่งทั้งหมดมีอยู่แล้วในสาหร่ายสไปรูลิน่า  ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์สาว

น้อย  คนหนึ่ง  จากการที่เธอเป็นลมหมดสติในที่ทำงาน เพื่อนร่วมงานนำส่งโรงพยาบาล  แพทย์วินิจฉัย

ว่า เธอเป็นโรคโลหิตจางอย่างแรง แพทย์จ่ายยาให้เธอมาหลายชนิด ห้ามกินพร้อมกับนม และนัดมาตรวจ

เป็นระยะๆ  ตอนเช้าเธอรีบไปทำงานต้องดื่มนม จึงกินยาไม่ได้ คุณแม่ของเธอเอา สาหร่าย สไปรูลิน่ามา

ให้เธอรับประทานเพียงวันละ 6 เม็ด  แทนอาหารมื้อเช้า โดยไม่ได้บอกให้แพทย์ทราบ  แต่ก็ไปพบแพทย์

ตามนัดทุกครั้ง จนแพทย์บอกว่า ไม่ต้องมาพบอีกแล้ว แสดงว่า เธอหายแล้ว โดยไม่ได้กินยาที่แพทย์

จ่าย(วิตามินสังเคราะห์)ให้เลย ต่อมา มีการตรวจเลือดที่บริษัท ปรากฏว่าเธอมีเลือดข้นกว่าเพื่อนร่วมงาน

ทุกคน

10.ผู้หญิง

 

ผู้หญิง ย่อมอยากจะรักษาความสวยไว้ให้อยู่กับตนให้นานที่สุด เครื่องสำอางค์   จึงขายดีทั้งที่มีราคาแพง 

สาหร่ายสไปรูลิน่าจะราคา ถูกมากเมื่อเทียบกับเครื่องสำอางค์ และทำให้สวยมาจากข้างใน  ทำให้จิตใจดี

อารมณ์ดี อันเป็นเสน่ห์อย่าง หนึ่ง  สำหรับผู้หญิง ต้องทั้งกินทั้งทา กินเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง อารมณ์ดี

 ทา เพื่อให้สารอาหารโดยตรงกับผิวหนัง ผิวหนังเหมือนบ้านปลายซอยน้ำประ ปายอมไหลช้ากว่าบ้าน

ต้นซอย การทา จึงเป็นเสมือนการนำน้ำไปส่งที่บ้านโดย ตรง  ทำได้โดยบด สาหร่าย สไปรูลิน่าเป็นผง

ละลายน้ำเล็กน้อยให้เหมือนแป้งไม่จำเป็นต้องผสมกับน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ต แต่ถ้าจะผสมก็ไม่เป็นไรก่อนทา

ล้างหน้าเอาเครื่องสำอางออกให้หมด ทาทิ้งไว้จนแห้ง(ไม่ควรใช้พัดลมเป่า) พอรู้สึกว่า  หน้าตึง ค่อยล้าง

ออกด้วยน้ำเปล่า จะรู้สึกว่าผิวหน้านุ่มขึ้น จะทาหน้าก่อน นอน แล้วหลับไปเลยก็ได้ ไม่เปื้อนหมอน  การ

ให้สารอาหารแก่ผิวหนังโดยตรง  เป็นการยืดความสวยให้ยาวนานออกไป

 

11.คนทำงานหนัก                                                                                                             

 

เช่นนักธุรกิจ นักกีฬา คนขับรถทางไกล  ขณะที่เรา ตื่น ร่างกายจะทำงานตลอดเวลาเซลล์ต้องการสารอา

 หารในการทำงาน เคยสังเกตไหมว่า ถ้าเรานอนดึกเราจะรู้สึกหิว นักธุรกิจที่ทำงานจนดึก นักเรียน

นักศึกษา ที่ดูหนังสือสอบจนดึก ควรรับประทาน สาหร่ายสไปรูลิน่าอย่างยิ่ง 6 เม็ดในตอนกดลางคืน

เพราะขณะที่เราตื่น   เซลล์สมองต้องการสารอาหารในการทำงาน  จะทำงานอย่างสนุก ไม่อ่อนเพลีย   สู้

งานหนักได้ พนักงานขับรถโดยสาร  คนที่ขับรถทางไกล ก็จะขับรถโดยไม่ เพลียเป็นการลดความเสี่ยง

ต่ออุบัติเหตุ

                                                  

12.คนที่อยู่ในภาวะเครียด

 

ภาวะเครียด ทำให้ร่างกายผลิตสารอนุมูลอิสระขึ้นมาทำลายตนเอง ความเครียด จากงาน จากความ

ผิดหวัง ต่อมามักเป็นโรค  กระเพาะ บางคนถึงกับป่วยเป็น โรคมะเร็ง  สาหร่าย สไปรูลิน่ามีสารต้าน

อนุมูลอิสระจำนวนมากทำงานร่วมกันเป็นทีม ถ้าเราเครียดเราต้องรับประทาน เป็นประจำ เพื่อ ป้องกัน

ตนเอง เป็นการป้องกันโรคมะเร็งด้วยต้นทุนต่ำมากๆ

 

13.นักดื่ม                                                                                                               

 

แอลกอฮอล์ทำอันตรายต่อตับ นักดื่มโดยเฉพาะคนที่ดื่มหนักอายุไม่ยืน ยิ่งไม่กินกับแกล้ม ยิ่งทำให้ตับ

อายุ  สั้น ถ้ารับประทาน สาหร่าย สไปรูลิน่าเพียง 6-8 เม็ดก่อน ดื่ม จะไม่ปวดหัวตอนเช้า ทำงานได้สบาย

มาก  ถ้ารู้สึกปวดหัว มักจะกินยาแก้ ปวด(พาราเซตามอล) ซึ่งทำลายตับ ลองรับประทาน สาหร่าย สไปรูลิ

น่า 20เม็ด จะ หายปวดหัวภายในครึ่งชั่วโมง  เรื่องนี้ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ด้วยตนเอง   พนักงานชวน

ไปฉลองวันเกิด  ผู้เขียนดื่มเบียร์ แค่ครึ่งขวด กลับมาถึงบ้านรู้ สึกปวดหัว จึงกินสาหร่าย สไปรูลิน่า

เข้าไป 20 เม็ด ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง หายปวดหัว เป็นปลิดทิ้ง      

 

14.คนอ้วน

คนอายุยืนเกิน100 ปี ไม่มีใครอ้วน ความอ้วนเป็นอาการของการขาดสารอาหาร ร่างกายจะหิวโหยตลอด

เวลา จึงต้องกินมาก กินอย่างไม่หยุด เพื่อให้ได้รับสาร นั้นครบ แต่โชคร้ายที่ต้องรับสาร อาหารอื่นๆเข้าไป

ด้วย จึงทำให้อ้วน ความอ้วนจะนำพาให้เกิดโรคต่างๆตามมาอีกหลายโรค เช่น  ความดัน  เบาหวาน           

ถ้าควบคุมระดับนำตาลในเลือดได้ไม่ดี  จะทำให้เกิดปัญ หาต่างๆตามมามากมาย ตาอาจจะบอด อาจต้อง

ตัดขา อาจเป็นโรคไตวายอันเป็นโรคสุดท้ายของชีวิตนี้ ความอ้วนมีข้อดีอย่างเดียว คือความน่ารัก นอก

นั้นเสียหมด โปรแกรม ลดความอ้วนเกิดขึ้นมากมาย ล้วนมีค่าใช้จ่ายสูง และถ้าหยุด มักจะอ้วนกว่าเดิม

ยาลดความอ้วนนั้นอันตรายถึงชีวิต เพราะเป็นพิษต่อไตอย่างแรง การลดความอ้วนด้วย สาหร่าย สไปรู

ลิน่า เป็นการลดความอ้วนที่ฉลาด เพราะปลอดภัยที่สุด ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด และ ไม่ทรมาน ร่างกายจะ

ค่อยๆผอมลง จิตใจจะสดชื่น อารมณ์ดี จะไม่มีการบังคับ ให้ทำตามใจตนเอง ถ้าหิวให้กินและถ้าไม่หิวก็

อย่าฝืนกิน ง่ายๆ เพียงแค่นี้ หลักการก็คือ ให้กินสาหร่าย สไปรูลิน่า 4-8 เม็ด ก่อนมื้ออาหาร 20-30 นาที

และระหว่าง มื้ออาหารก็กินสาหร่าย สไปรูลิน่า ได้เรื่อยๆ ก่อนอาหารมื้อเย็นกิน สาหร่าย สไปรูลิน่ามาก  

กว่า 10 เม็ด จะหิวน้อยลง  ถ้าไม่หิวไม่ต้องกินอาหารมื้อเย็นเลย ตอนกลางคืน  ถ้ารู้สึกหิวให้กิน สาหร่าย

สไปรูลิน่าได้เรื่อยๆ จนเข้านอน แล้วค่อยชั่งน้ำหนักทุกเช้า

 

 

  15.นักมังสวิรัติ                                                        

 

วิตามิน บี 12 มีมากในตับ ซึ่งนักมังสวิรัติไม่กินตับสาหร่ายสไปรูลิน่า เป็นพืชเพียงชนิดเดียวที่มีวิตามิน

บี 12 และมีมากกว่าตับถึง 2.5 เท่า ฉะนั้นเพื่อให้ได้ สารอาหารครบ นักมังสวิรัติควรบริโภค สาหร่าย สไปรู

ลิน่า   เป็นประจำ  

 

16.นักมวย                                                                                                   

 

 นักมวย ต้องการความแข็งแรงและน้ำหนัก ตัวน้อย  สาหร่าย สไปรูลิน่าจึงเป็นอาหารเสริมที่  เหมาะกับ

นักมวยเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และมีสารอาหารอื่นๆอีกมากมาย ร่างกายดูดซึมได้เร็ว

นักมวย  ที่กำลังจะขึ้นชก จะต้องชั่งน้ำหนักตัวก่อนการชก 1 วัน ถ้าน้ำหนักตัวเกินพิกัด จะต้องออกไปวิ่ง

หรืออบตัวให้เหงื่อออก แล้วกลับมาชั่งใหม่ ถ้าน้ำหนักตัวยังเกินอยู่อีกก็ต้องกลับไปทำใหม่  การกระทำ

เช่นนี้ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ควร  รับประทาน สาหร่าย สไปรูลิน่า  20 เม็ดทันทีหลังการลดน้ำหนักจะ

ช่วยให้นักมวย   หายอ่อนเพลีย ฟื้นกลับคืนสู่สภาพปกติอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่ชั่วโมง

 

17.นักเพาะกาย                                                                                                     

ผู้ฝึกสอนนักเพาะกายระดับโลกแนะนำว่า อาหารของนักเพาะกายควรเป็นอาหารจากธรรมชาติ ควรรับ

ประทานคาร์โบไฮเดรต อันได้แก่ ข้าว มันฝรั่ง หรือในเวลาหนึ่งถึงสองชั่วโมง ก่อนการบริหารกล้ามเนื้อ

นักเพาะกายควรรับประทานอหารรูปแบบง่ายๆ และให้เป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แบ่ง

อาหาร ออกเป็นมื้อเล็กๆ วันละหลายมื้อ รับประทานเนื้อเป็นชิ้นๆ รับประ ทานผลไม้สด แทนการดื่มน้ำ

ผลไม้ ควรรับประทานอาหารดิบๆในทุกๆมื้อเพื่อจะได้เอนไซม์จากอาหาร เช่น รับประทานสลัดผักดิบๆ

มากกว่าจะรับประทานผักต้มหลีกเลี่ยงน้ำตาลที่ถูกฟอกจนเป็นสีขาว และดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยที่สุด 10-

12  แก้วต่อวัน 

 

สาหร่ายสไปรูลิน่าจึงเหมาะกับนักเพาะกายอย่างยิ่ง เพราะมีโปรตีนสูง   เป็นอาหารจากธรรมชาติเป็น

อาหารดิบที่ยังมีเอนไซม์อยู่มาก พกพาสะดวก    แบ่งรับประทานเป็นมื้อย่อยๆได้ทั้งวัน  นักเพาะกายควร

รับประทานอาหารโปร ตีนในตอนกลางคืนด้วย  สะดวกมากถ้าจะรับประทาน สาหร่าย สไปรูลิน่าก่อน

นอน  และตอนกลางดึกเมื่อลุกมาเข้าห้องน้ำ  นอกจากนี้ สาหร่าย สไปรูลิน่ายังมีราคาถูกกว่าอาหารเสริม

ของนักเพาะกายที่เป็นสารสกัด อันเป็นสินค้านำเข้าจากต่าง  ประเทศ เป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วย

ต้นทุนต่ำ

 

18.คนเป็นโรคเกาต์                                                                                                                                                

 

ยาแก้ปวดที่ใช้รักษาโรคเกาต์ ทำให้เกิดโรคกระเพาะตาม มา ยาลดกรดยูริค(Zyloprim) ทำให้เกิดนิ่วในไต

 

สาหร่าย สไปรูลิน่าเป็นอาหารที่ปลอดภัย  งานวิจัยของ นพ.อนุชาติมาธนะสารวุฒิ  แห่งมหาวิทยาลัย

เชียงใหม่รายงานว่ากรดยูริค ในเลือดลดลงอย่างชัดเจนเมื่อผู้ป่วยรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า 12  เม็ด

ต่อวัน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พ้องกับประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคเกาต์หลายรายที่รับประทานสาหร่ายสไปรู

ลิน่าแล้วโรคเกาต์หายไป สุขภาพ ทั่วๆไปดีขึ้นด้วย ผู้ป่วยโรคเกาต์น่าจะทดลองด้วยตนเอง เพราะ

สาหร่าย  สไปรูลิน่า   เป็นอาหารที่ปลอดภัย และราคาไม่แพง

 

19.คนทั่วไปที่รักสุขภาพ   

 การกินอาหารให้ครบ 5 หมวดหมู่ ทำได้ยากโดย เฉพาะคนที่อยู่ในเมืองมลภาวะที่เป็นพิษทางอากาศ

หายใจ ผักผลไม้ที่มียาฆ่าแมลงปนเปื้อน  เนื้อที่เต็มไปด้วยสารเร่งการเจริญเติบโตและยาปฏิชีวนะ เครื่อง

ดื่มที่มีสารอนุมูลอิสระ   คนที่อาศัยอยู่ในเมืองไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้  อาจกินอาหารได้ครบ 5  หมู่ แต่ เต็ม

ไปด้วยสารอนุมูลอิสระ ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้คนในเมือง ได้รับสารอนุมูล อิสระเข้าไปมาก การจราจรที่

ติดขัด สภาพการทำงาน สภาพแวดล้อมที่แออัด   ทำให้เกิดความเครียด ก็ทำให้ร่างกายสร้างสารอนุมูล

อิสระออกมามากขึ้น  สาหร่าย สไปรูลิน่า  มีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ทำงานกันเป็นทีม

 

ควรรับประทานสาหร่าย สไปรูลิน่าวันละเท่าใด ? 

เนื่องจากสาหร่าย สไปรูลิน่าไม่ได้เป็นยา  ขนาดที่กินจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับน้ำ หนักตัว แต่ขึ้นอยู่ กับ

ความต้องการของร่างกายในขณะนั้น ซึ่งไม่มีทางที่จะรู้ ได้แน่ชัด  ผู้บริโภคจะรู้ได้ด้วยตนเองเมื่อ

รับประทานไปได้สักระยะเวลาหนึ่ง จากประสบการณ์ของผู้เขียนและจากผู้อื่นที่มาเล่าให้ฟัง พอ

จะแนะนำจำนวน  เม็ดที่รับประทาน  ดังนี้                                                                                                                                        

1.คนปกติ กินเพื่อป้องกันการขาดสารอาหารวันละ        4-8    เม็ด

                                                                          

 2.นอนดึกครั้งละ 10 เม็ด รับประทานได้เรื่อยๆ เมื่อรู้สึกหิว                                                                                 

3.ก่อนดื่มสุรา ครั้งละอย่างน้อย                                        6  เม็ด

                                                                     

4.ปวดหัวหลังการดื่มสุราอย่างหนักครั้งละ(ทีเดียว)               20 เม็ด

 5.ก่อนขับรถทางไกล                                                                      10 เม็ด   

 6.ป่วย ทุกครั้งที่กินยาหรือฉีดยา  ครั้งละ                                  2-6 เม็ด

7.ป่วยหนัก  ไม่จำกัด พยายามกินให้ได้มากที่สุด และดื่มแต่น้ำสาหร่าย สไปรูลิน่า

8.ผู้ป่วยความดันสูง   พร้อมอาหารมื้อละ  ไม่ต่ำกว่า                3  เม็ด 

9.ลดน้ำหนัก ก่อนอาหาร(30 นาที) มื้อละ  4 เม็ด   ก่อนอาหารเย็น ไม่ต่ำกว่า 10 เม็ด กลางคืนถ้าหิว กินได้

เรื่อยๆ                                                                                                                                                                       

10.นักมังสวิรัติ    พร้อมอาหาร มื้อละ                                      4 เม็ด                                                                   

11.แทนอาหารเช้าไม่ต่ำกว่า                                                       6 เม็ด                                                                         

12.ผู้ป่วยฟอกไต  วันละ 3 มื้อ ๆละ อย่างน้อย                        5 เม็ด

13.ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง   พร้อมอาหาร มื้อละ         4 เม็ด

14. .ผู้ป่วยโรคเกาต์                      พร้อมอาหาร มื้อละ              4 เม็ด     

15.ผู้ที่เริ่มรู้สึกตัวว่าจะไม่สบาย รีบรับประทานทันที    20 เม็ด

16.ผู้ป่วยมะเร็ง  มื้อละ   5-10 เม็ด รับประทานได้บ่อยๆและมากเท่าที่ทำได้

17.ผู้ป่วยเบาหวาน  มื้อละ 5-10 เม็ด รับประทานได้บ่อยๆเท่าที่ทำได้                                                                   

สารอาหารธรรมชาติ  VS สารอาหารสังเคราะห์ 

         สารอาหารที่มาจากธรรมชาติ เป็นสารอาหารที่มีวิวัฒนาการมานาน หลายล้านปี ไม่พบเป็นสาร

เดี่ยวที่อยู่อย่างอิสระ จะเกาะติดอยู่กับสารอื่นๆ ส่วนสารอาหารสังเคราะห์ จะเป็นสารเดี่ยว การ

สังเคราะห์ คือการเลียนแบบ เมื่อนักวิทยาศาสตร์ศึกษาโครงสร้างโมเลกุลของสารอาหารธรรมชาติ  ก็จะ

ประดิษฐ์คิดค้นหาวิธีที่จะสร้างให้ได้เหมือน  นั่นคือเป็นของที่มนุษย์สร้างขึ้น จะเรียกว่าเป็นของปลอม

ก็ได้ ไม่ใช่ของแท้  คุณภาพจึงไม่ทัดเทียมสารอาหารจากธรรม ชาติ เพราะนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถที่จะ

สังเคราะห์สารที่เกาะยึดติดกับสารอาหารธรรมชาติได้เพราะมีมากชนิดและไม่รู้จัก จึงเป็นการประดิษฐ์ที่

บกพร่อง  ไม่ครบ คุณภาพจึงแตกต่าง  เริ่มตั้งแต่การดูดซึม สารอาหารสังเคราะห์จะถูก ดูดซึมน้อยกว่า

สาร อาหารจากธรรมชาติ   จึงต้องรับประทานในปริมาณมาก ประสิทธิภาพก็ด้อยกว่า    และอาจมีสารปน

เปื้อนที่เป็นพิษต่อร่างกาย การรับประทานสารอาหารสังเคราะห์  แทนที่จะทำให้มีสุขภาพดี จึงอาจให้ผล

ในทางตรงกันข้าม วิตามิน เอ สังเคราะห์ อาจทำให้การเกิดความผิดปกติสำหรับทารก ในครรภ์ แคโรทีน

สังเคราะห์เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอด และมะเร็งอีกหลายชนิด(http://th.wikiedia.org)  อนึ่ง

วิตามิน เอ สังเคราะห์ ร่างกายควบคุม ไม่ได้  ถ้ารับประทาน วิตามิน เอ มากเกินความต้องการ   อาจเกิด

อาการเป็นพิษ แต่ วิตามิน  เอที่เปลี่ยนมาจาก เบต้า-แคโรทีน ร่างกายจะเปลี่ยน เบต้า-แคโรทีน  เป็น

วิตามิน เอ ในปริมาณที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น  ดังนั้น    คนเราจึงสามารถรับประทาน อาหารจาก        

ธรรมชาติ    ที่มี เบต้า-แคโรทีนมากๆได้ โดยไม่ทำให้ปริมาณวิตามิน เอ ในร่างกายมากเกินไป

(www.doctor.or.th)      จะเห็นได้ว่าอันตรายนั้น เกิดจากตัว สารสังเคราะห์เองและจากสารปนเปื้อนใน

ขบวนการผลิต  ขึ้นอยู่กับโรงงานที่ผลิต ผู้บริโภคต้องรับความเสี่ยงด้วยตนเอง เพราะบางครั้งก็ใช้เวลา

นานมากกว่านักวิทยาศาสตร์จะรู้ว่าเป็นสารอันตราย  ปัจจุบัน คนที่ใส่ใจในการดูแลสุขภาพ จะบริโภคแต่

อาหารจากธรรมชาติเท่านั้น

                          สาหร่ายสไปรูลิน่า กับโรคเบาหวาน

ไม่มีแพทย์ท่านใดที่รักษาผู้ป่วยเบาหวานแล้วไม่แนะนำให้ผู้ป่วยควบคุมอาหาร  เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ

ที่สุด  การรักษาจะไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าผู้ป่วยยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมในการบริโภคอาหาร โภชนาการ

ที่ดีจะช่วย  ควบคุมโรคเบาหวาน ซึ่งต้องทำควบคู่กันไปกับการรักษาของแพทย์ ผู้ป่วยต้อง  รับประทาน

อาหารให้หลากหลายครบทั้ง 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน    และได้สัดส่วนที่ถูกต้อง

สาหร่าย สไปรูลิน่ามีส่วนเข้ามาช่วยเหลือแพทย์ในการควบคุมอาหารของผู้ป่วย เพราะมีสารอาหารครบ 5 หมู่ มี

ไขมัน 5 % อย่างน้อยก็ไม่ทำให้อ้วน หรือใช้ สาหร่าย สไปรูน่า ลดความอ้วนได้อย่างปลอดภัย เพราะความ  

อ้วนมีผลทำให้ร่างกายดื้อต่อฮอร์โมนอินซูลิน การควบคุมอาหารทำให้ไม่ให้อ้วน  จะทำให้อินซูลิน

ทำงานออกฤทธิ์ได้ดีขึ้น

 

           จากการที่ผู้เขียนได้พูดคุยกับ ดร. นพ.อนุชาติ มาธะนะสารวุฒิแห่งมหาวิทยาลัย เชียงใหม่ที่ทำงาน

วิจัยร่วมกับสภากาชาติไทย ในเรื่อง“ผลของสาหร่ายสไปรูลิน่าที่มีต่อผู้ป่วยเบาหวาน ”  คุณหมอบอกว่า

สาหร่ายสไปรูลิน่าดีกว่ายา รักษาเบาหวานตรงที่ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเฉพาะผู้ป่วยเบาหวาน

เท่านั้น ส่วนยารักษาเบาหวานจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของทุกคนลดลง ไม่ว่า  จะเป็นโรคเบาหวาน

หรือไม่ก็ตาม ทั้งนี้เพราะสาหร่ายสไปรูลิน่าทำให้ร่างกาย  ผลิตอินซูลินได้มากขึ้น ส่วนยารักษาเบาหวาน

จะออกฤทธิ์กับน้ำตาลโดยตรง ไม่ว่าใครได้รับยา ระดับน้ำตาลจะลดลงทันที                  

ในประเทศญี่ปุ่น แพทย์ ใช้ สาหร่ายสไปรูลิน่า รักษาโรคเบาหวานร่วมไปกับยา  แผนปัจจุบัน

 ประสบการณ์ของแพทย์ญี่ปุ่น ถูกรวบรวมเขียนเป็นหนังสือ ชื่อ  “The Secretes of Spirulina Medical

Discoveries of Japanese Doctor” โดย  Dr.Naoharu Fujii,M.D. ซึ่งเขียนเป็นภาษาญี่ปุ่น และถูกแปล

เป็นภาษาอังกฤษ  โดย Dr.Robert Wargo แห่ง Oakland University,Rochester,Minch.USA. 

แต่ผู้ที่นำไปพิมพ์และเผยแพร่ทำให้หนังสือนี้โด่งดัง เป็นที่รู้จัก คือ Dr.Christopher Hill ผู้ที่เคยทดลอง

รับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่าเพียงอย่างเดียวเป็นเวลา  100 กว่าวัน มีสุขภาพดี จิตใจแจ่มใสขึ้นกว่าเดิม 

 หนังสือภาคภาษาอังกฤษ เป็น หนังสือที่ขายดีที่สุดในยุคหนึ่ง ถูกแปลไปหลายภาษา รวมทั้งภาษา ไทย

ซึ่งเป็นหนังสือแปลลำดับที่ 105 ของสภาวิจัยแห่งชาติ แปลโดยคุณเจียมจิตต์ บุญสม ชื่อ   “ความลับของ

สาหร่ายเกลียวทอง ผลทางการรักษาโรคที่นายแพทย์ญี่ปุ่นค้นพบ”

                     สาหร่ายสไปรูลิน่ากับผู้ป่วยโรคไต    

 ไต ทำหน้าที่กรองของเสียและแร่ธาตุส่วนเกินออกจากกระแสโลหิต เมื่อไตป่วย ต้องให้ไตทำงานน้อยลง  

การจะให้ ไตทำงานน้อยลง   ต้องจำกัดอาหารโปรตีน   เพราะการเผาผลาญอาหารโปรตีนจะทำให้ได้ของ

เสียออกมา   การจำกัดอาหาร  โปรตีน คือให้กินอาหารโปรตีนน้อยลง    อายุรแพทย์โรคไตให้คำแนะนำ

 ดังนี้     

  1.กินอาหารโปรตีนต่ำ หรือต่ำมากร่วมกับ กรดอะมิโนจำเป็น โดยกินอาหารที่มี  โปรตีนคุณภาพสูง  คือ

โปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ทุกชนิด จำนวน 0.6  กรัมของ โปรตีน/น้ำหนักตัว   1 กิโลกรัม/วัน โดยไม่ต้องให้

กรดอะมิโนจำเป็นเสริม หรือ   ให้กินอาหารโปรตีนต่ำมาก (0.4 กรัมของโปรตีน/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/

วัน) โดยให้กรดอะมิโนจำเป็นเสริม                                                                                               

2.กินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ ไม่ให้เกิน 300 มก./วันด้วยการจำกัด อาหารที่ มี โคเลสเตอรอลสูง เช่น

ไข่แดง เครื่องในสัตว์ และนม                                                                                                  

3.งดกินอาหารที่มี ฟอสเฟตสูง เช่น ถั่งลิสง เม็ดทานตะวัน เม็ดมะม่วงหิมพานต์ 

4.ถ้ายังไม่มีอาการบวม  ไม่ต้องถึงกับงดเกลือ ให้กินน้อย  ถ้ามีอาการบวม ควรจำกัดปริมาณเกลือที่กินต่อ

วันให้น้อยกว่า 3 กรัมต่อวัน งดอาหารเค็ม                     

5.ถ้าอ้วน ต้องจำกัดปริมาณแคลอรี่ ให้ 30-35 กิโลแคลอรี่/น้ำหนักตัว1 1กก./วัน ความเห็นของผู้เขียน  

ลองคำนวณปริมาณเนื้อสัตว์ที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ผู้ป่วยน้ำหนักตัว  60 กก.รับประทานต่อวัน      

 =60*0.6 = 36 กรัม โดยไม่ต้องให้กรดอะมิโนจำเป็น เสริม   หรือ                                                                          

 =60*0.4 = 24 กรัม โดยให้กรดอะมิโนจำเป็น เสริม(เป็นสารสังเคราะห์) 

.เนื้อสัตว์มีโปรตีน 22 %                                                                                                                                       

36 กรัมโปรตีนได้จากเนื้อสัตว์ = 36*100/22  = 163.6 กรัม                                                                     

       ฉะนั้น ต้องรับประทานเนื้อสัตว์วันละ 163.6 กรัม                                                                                          

        ลองเทียบกับ สาหร่าย สไปรูลิน่า ซึ่งมีโปรตีน 65 %   

           36 กรัมโปรตีนได้จาก จีจี สไปรูลิน่า = 36*100/65 = 55.3 กรัม

ซึ่งเท่ากับ สาหร่าย สไปรูลิน่า  110  เม็ด มีกรดอะมิโนจำเป็นครบ เป็นสารอาหารจากธรรมชาติ  และยังมี

วิตามินและแร่ธาตุอีกมากมาย    ผู้เขียนไม่เคยแนะนำใครให้รับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่าวันละ 110 เม็ด  

จากประสบการณ์ของผู้ป่วยโรคไตวาย 1 ราย ที่ ต้องฟอกไตอาทิตย์ละ 3 ครั้ง กินสาหร่ายสไปรูลิน่าเพียง  

15 เม็ดต่อวัน(น้ำหนักตัวประมาณ 50 กก.) ได้รับผลที่ดีมากๆ ทั้งๆที่ได้รับโปรตีนน้อยกว่าที่แพทย์แนะนำ 

แต่คงเป็นเพราะ    เป็นอาหารธรรมชาติจึงมีประสิทธิภาพสูง    ยังมีเรื่อง

ลึกซึ้งไปมากกว่านี้ คือ  36 กรัมโปรตีนนั้น ร่างกายนำไปใช้ได้เท่าใด ?โปรตีนจาก สาหร่าย สไปรูลิน่านั้น

ร่างกายนำไปใช้ได้ถึง 40 %  

โปรตีนจากเนื้อสัตว์ร่างกายนำไปใช้ได้เพียง  15 %                                                                                                  

36 กรัมโปรตีนจาก จีจี สไปรูลิน่า ร่างกายนำไปใช้ได้   14.4 กรัม                                                                    

    36 กรัมโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ร่างกายนำไปใช้ได้ 5.4 กรัม ต่างกันเกือบ 3 เท่าตัว

ลองคำนวนย้อนกลับไปจากโปรตีนที่ร่างกายนำไปใช้ได้ 5.4 กรัม จะเป็นสาหร่าย                                            

สไปรูลิน่ากี่กรัม?                                                                                                                                                                                                             

 = 5.4*36/14.4    = 13.5 กรัม  = จีจี สไปรูลิน่า 27 เม็ด(เม็ดละ 500 มิลิกรัม)

                ฉะนั้น คนป่วยน้ำหนักตัว 60 กก. สามารถรับประทาน สาหร่าย สไปรูลิน่า  เพียงวันละ 27 เม็ด ก็

จะได้รับโปรตีนที่ร่างกายนำไปใช้ได้ ตาม ที่แพทย์แนะนำ  โดยไม่ต้องให้กรดอะมิโนเสริม เพื่อผล

ประโยชน์สูงสุดของคนไข้  โรคนี้ ทำให้   เสียเวลา  คุณภาพชีวิตด้อยลง ถึงที่สุดต้องเสียชีวิต การรักษาก็

เพียงชะลอการ  เสื่อมของไตให้ช้าลงเท่านั้นการค้นหาเพื่อป้องกันโรคไตแต่เนิ่นๆก่อนเข้าถึง     ภาวะไต

วายระยะสุดท้าย จึงเป็นสิ่งสำคัญทั้งต่อตัวผู้ป่วยเอง และครอบครัว      

ตารางเปรียบเทียบปริมาณ

ปรตีนและโปรตีนที่ร่างกายนำไปใช้ได้                                                                  

Sources Food                          Protein (%)                  โปรตีนที่ใช้ได้                                                                      

สาหร่ายสไปรูลิน่า                          65                                     40                                  

 เนื้อสัตว์                                          22                                     15    

               

    ข้อมูลจาก Earth Food Spirulina หน้า 31

                                                                                             ..

                 สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคโลหิตจาง      

                      ฮีโมโกลบิน(Haemoglobin)                   ความเข้มข้นของเลือด(Haematocrit)      

ชาย           ต่ำกว่า 13 กรัม/เดซิลิตร                       ต่ำกว่า 39 %   

หญิง                ต่ำกว่า12 กรัม/เดซิลิตร                         ต่ำกว่า 36 % 

ฮีโมโกลบินทำหน้าที่นำพาออกซิเจนไปสู่เซลล์ต่าง ๆ และนำก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ออกไป ถ้าฮีโมโก

ลบินมีจำนวนเกินน้อยไป จะทำให้เนื้อเยื่อของอวัยวะต่าง ๆ ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอและทำให้ก๊าซ

คาร์บอนไดออก ไซด์ สะสมคั่งค้าง อยู่ในเซลล์ จะทำให้รู้สึกเหนื่อย อาการที่สำคัญของโรคโล หิตจาง

คือ ตัว ซีดเหลือง อ่อนเพลีย ไม่สดชื่นเบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย มึนงงศีรษะ รู้สึกหน้ามืด   ในรายที่รุนแรง

อาจะเป็นลมหมดสติ หัวใจทำงานหนักจนหัวใจวายได้ สาเหตุ  ของโลหิตจาง  ที่พบได้บ่อยได้แก่   

1.ขาดธาตุเหล็ก เป็นภาวะที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด มักมีสาเหตุมาจาก                         

 1.1 ร่างกายต้องการธาตุเหล็กในปริมาณที่เพิ่มขึ้น ในช่วงที่มีการเจริญเติบโต  อย่างรวดเร็ว  เช่นในวัย

ทารก และวัยรุ่น ในหญิงตั้ง ครรภ์ ซึ่งตัวอ่อนโตอย่าง  รวดเร็ว  และในหญิงที่กำลังให้นมบุตร 

1.2 บริโภคอาหารที่ขาดธาตุเหล็กเป็นประจำ        

1.3 การดูดซึมธาตุเหล็กลดลง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ  หรือจากสาเหตุอันเนื่อง มาจากการหลั่งของ

กรดเกลือในกระเพาะอาหารลดลง ท้องเสียเรื้อรัง และ การกินยาลดกรดในกระเพาะ

1.4 สูญเสียเลือดจากประจำเดือน หรือจากแผลในกระเพาะอาหาร                                                                        

1.5 เกิดจากเป็นโรคท้องร่วงเรื้อรัง ทำให้เกิดความผิดปกติในการดูดซึมอาหาร

                                                     

 จากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทยโดยกองโภชนาการ

และ สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขครั้ง    ที่ 4  ในปี

พ.ศ. 2538 และครั้งที่ 5 ในปี พ.ศ. 2546 พบอัตราความชุกของภาวะโลหิตจาง

จากการขาดธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น กลุ่มที่มีปัญหามากที่สุดได้แก่ กลุ่มทารก 6-11

เดือน คิดเป็นร้อยละ50 รองลงมาคือ กลุ่มผู้สูงอายุ เด็กวัยเรียน เด็กวัยก่อนเรียน

และหญิงตั้งครรภ์   โดยพบอัตราความชุกของภาวะโลหิตจางจากการขาด ธาตุ

เหล็กมากกว่าร้อยละ 20  ซึ่งเป็นอัตราที่สูงและควรรีบทำการแก้ไขเพื่อคุณ ภาพ

ชีวิตที่ดีของประชากร กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้ตระหนักถึงความ

สำคัญของปัญหา และมีมาตรการควบคุมและป้องกันโดยการให้ยาเม็ด

เหล็กเฟอรัสซัลเฟตเสริมในโครงการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนส่ง

เสริมสุขภาพ และที่ทำงานน่าอยู่ เพื่อให้บริการแก่หญิงตั้งครรภ์ เด็กวัยเรียนชั้น

ประถมศึกษาปีที่ 1-6 และ หญิงวัยเจริญพันธุ์อย่างไรก็ตามการบริโภคยา

เม็ดเหล็กมักเกิดผลข้างเคียงตามมา อันได้แก่ คลื่นไส้  อาเจียน   ไม่สบายท้อง

ถ่ายบ่อย เป็นต้น ดังนั้น  การป้องกันปัญหาโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเพื่อ

ให้ได้ผลดีและยืนยาวควรใช้อาหารเป็นตัวป้องกัน เนื่องจากอาหารเป็น

ปัจจัยพื้น ฐานที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และไม่มีผล

ข้างเคียงดังกล่าวมาแล้วข้างต้น ปัจจุบันได้มีมการเสริมธาตุเหล็กลงในอาหาร

บางชนิดได้แก่ ซองเครื่องปรุงรสของบะหมี่กึ่งสำรูป  น้ำปลา เป็นต้นเพื่อ

ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของธาตุเหล็กแก่อาหารให้มากขึ้น                                                                                                                                                    

ที่มา : กรมอนามัย     

                                                                                        

   ความเห็นของผู้เขียน   

   ยาเม็ดเหล็ก คือ เฟอรัสซัลเฟต(Ferrous Sulfate) เป็นสารประกอบทางเคมีที่ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้น้อย ทั้งยังมีอาการข้างเคียง อันไม่พึงประสงค์(เป็นพิษ) ควรให้พืชดูดซึมไปใช้ก่อน แล้วเราค่อยกินพืชก็จะได้รับ

ธาตุเหล็กนั้นอย่างปลอดภัย สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นพืชที่มีธาตุเหล็กสูงมากสูงถึง 580 มก/กก.(ผลการวิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการขององค์การสหประ ชาชาติ) ทั้งย่อยง่าย ดูดซึมง่าย และไม่มีพิษ เด็กและคนตั้งท้องเป็นกลุ่มที่ขาดธาตุ

เหล็กมากที่สุด เพราะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความต้องการสาร อาหารเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นกัน จึงเป็นกลุ่มที่ควรกินสาหร่ายสไปรูลิน่ามากที่สุด การสำรวจทั้ง 2 ครั้งของกองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุข (พ.ศ.

2538 และ พ.ศ. 2546) และ สำนักส่งเสริมสุขภาพ  กรมอนามัย พบเป็นปัญหาการขาดธาตุเหล็กสูงถึง 50 %

2.ขาดวิตามิน บี 12                                                                                                                                             

2.1 บริโภคอาหารที่ขาดวิตามินบี 12 พบในผู้ที่ไม่กินเนื้อสัตว์(นักมังสวิรัติ)                                                                                                                       

2.2 เกิดความผิดปกติในการดูดซึมวิตามินบี 12                                                                                                             

 3.ขาดกรดโฟลิค                                                                                                                                                          

3.1 การดื่มสุรา แอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมของกรดโฟลิก

      3.2 บริโภคอาหารที่ขาดกรดโฟลิค หรือบริโภคเท่าเดิมแต่ร่างกายมีความต้อง

การกรดโฟลิคสูงขึ้น เช่น ขณะตั้งครรภ์

3.3 ยารักษามะเร็ง ยารักษาลมชัก ยาคุมกำเนิดชนิดกิน                                                                                             

3.4 ภาวะท้องเสียเรื้อรัง ทำให้เกิดความผิดปกติในการดูดซึมอาหาร

ความเห็นของผู้เขียน                                                                                             .                   

   ในการรักษาโรคโลหิตจางนั้น  แพทย์จะจ่ายยาบำรุงให้กลับไปรับประทาน ได้แก่ ยาเม็ดเหล็ก เฟอรัสซัลเฟต กรดโฟริคและวิตามิน บี 12 และแนะนำให้บริโภคอาหารโปรตีนสูง ห้ามรับประทานพร้อมกับนม เพราะขัดขวางการดูดซึม

ยาบำรุงที่แพทย์สั่งจ่ายล้วนเป็นสารเคมี หรือสารสังเคราะห์ที่ดูดซึมยาก  จีจี  สไปรูลิน่ามีสารอาหารที่แพทย์แนะนำให้ผู้ป่วยได้รับประทานทั้งหมด เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ดูดซึมง่าย และไม่เป็นพิษ ผู้เขียนเคยพบสาวน้อยอดีต

ป่วยโรคโลหิตจางทรักษาตนเองด้วยสาหร่ายสไปรูลิน่ามาแล้ว และแพทย์เป็นผู้ยืนยันว่าเธอมีเลือดข้นกว่าระดับเฉลี่ยของหญิงสาวทั่วไป     

                    สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคเก๊าท์

โรคเก๊าท์เกิดจากภาวะที่กรดยูริคในกระแสโลหิตมีปริมาณสูงเกินไป      (คนปกติบางคนมี กรดยูลิคในกระแสโลหิตสูง แต่ไม่เป็นโรคเก๊าท์)จึงเกิดการตกตะกอนสะสมอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ตามข้อ ทำให้ข้ออักเสบ 

สาเหตุ

เกิดเนื่องจากร่างกายมีกรดยูริคสูงเกิน เป็นเวลานาน พบมากในผู้ชายอายุเกิน    40 ส่วนผู้หญิงจะพบเมื่อหมดประจำเดือนไปแล้วกว่า 10 ปี กรดยูริค ในเลือดที่สูงกว่าร้อยละ 90 เกิดจากร่างกายผลิตเอง ดังนั้นจึงไม่มีความ

จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยโรคเก๊าท์งดอาหารใดๆ ที่มีกรดยูริคสูงเลยและการกินอาหารที่มีกรดยูริคสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ก็ไม่ได้ทำให้ เกิดโรคเก๊าท์แต่อย่างใด                                                                           

ที่มา :นพ.สุเมธ เถาหมอ “โรคเก๊าท์และการดูแลอาหารของผู้ป่วยโรคเก๊าท์”

  การรักษา                                                                                                                                                              

การรักษาทางยา  แพทย์จะรักษาตามอาการ คือให้ยาลดการอักเสบ ยาแก้ปวด    และยาลดระดับกรดยูลิคในกระแสโลหิต  ยาทั้งหมดมีผลข้างเคียงมาก(เป็นพิษ) ทำให้เกิดโรคกระเพาะตามมา  การรักษาด้วยอาหาร คือ การให้กินสาหร่าย

สไปรูลิน่าได้ผลดี และไม่เป็นพิษ ไม่มีอาการข้างเคียง ราคาถูก รู้ผลได้เร็ว  ดังตัวอย่างตาม  จดหมายที่ผู้มีประสบการณ์เขียนมาเล่าให้ ดร.ฮิลล์ ดังนี้

 

“ปีที่แล้วผมทุกข์ทรมานมากจากการปวดที่เท้าซ้าย แพทย์วินิจฉัยว่า     เกิดจาก “ peripheral neuralgia “ ผมเริ่มป่วยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว จนกระทั่งถึง ปลายปี แพทย์วินิจฉัยใหม่ว่าผมเป็นโรคเก๊าท์ และได้สั่งจ่าย

 ยา ระงับปวดและลดการอักเสบ ชื่อ Indocin  ยานี้ลดอาการบวมและลดความเจ็บ ปวด แต่มีผลข้างเคียง คือ ทำให้เกิดแผลตรงรอยต่อของกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็ก (ส่วน Duodenum)  ในเดือนธันวาคม แพทย์สั่งจ่ายยา

allo purinol    ชื่อการค้า คือ Zyloprim  เป็นยาลดกรดยูริกใน กระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเก๊าท์ ยานี้มีผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดนิ่วในไต ตั้งแต่เดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ผมอยู่ในสภาพที่แย่มากๆ  สัปดาห์สุดท้าย

ของเดือนมกราคม เพื่อนได้เอาสาหร่ายสไปรูลิน่ามาให้  ผมอ่านเอกสารแผ่นพับดูแล้วน่าสนใจ และผมก็ไม่มีอะไรจะเสียมากกว่านี้อีกแล้ว ผมจึงตัดสินใจรับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่า  9-12 เม็ด(500 มก./เม็ด)ต่อวัน เพียง 1

สัปดาห์ ผมไม่รู้สึกเจ็บปวด ที่เท้าซ้ายอีกเลย ผมสามารถกระโดดได้ไปทั่ว กระโดดขาเดียวก็ได้   ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมหยุดยา Zyloprim  และยารักษาโรคกระเพาะอาหาร เก๊าท์เป็น โรค ทางโภชนาการ

  อวัยวะสำคัญเกี่ยวกับโรคนี้ คือ ตับ  ซึ่งควบคุมการดูดซึมสารอาหาร รวมทั้งสารพิษด้วย  ตับของผมไม่อยู่ในสภาพที่ดีนัก อันเนื่องมาจากการดื่มอย่างหนักในหลายปีที่ผ่านมา  ผมคิดว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าทำให้ตับกลับคืนสู่

สภาพเดิม  อันเป็นเหตุให้โรคเก๊าท์หายไป ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผลอื่น แล้วอะไรเล่าที่ทำให้ร่างกายผมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายเช่นนี้  ผมกินอาหารที่มีไขมันต่ำตั้งแต่การผ่าตัด bypass ในปี 1976 ซึ่งไม่ได้ทำ

ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด  มีสิ่งเดียวที่เปลี่ยน คือ ผมรับประทาสาหร่ายสไปรูลิน่าทุกวัน วันละ 9-12 เม็ด สภาพของผมวันนี้ ต่างจากเมื่อ 2 เดือนที่แล้วอย่างสิ้นเชิง  ผมแข็งแรง ว่องไว สายตาดีขึ้น  เมื่อก่อน ถ้าไม่มี

แว่นตา ผมอ่านหนังสือไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้ ผมอ่านได้ ถ้าจำเป็นโดยไม่ต้องมีแว่นตา ความอยากรับประทานอาหารของผมดีขึ้นมาก แต่ผมจะรับประทานพอใกล้อิ่มเท่านั้น  น้ำหนักตัวของผมลดลงเล็กน้อยจาก70 กก.เป็น 67

กก.”                                                                                                        

 

San Francisco,CA                                                                                             

 

 ความดันโลหิตสูง 

 

ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยมี ความดันเลือดในหลอดเลือดแดงเท่ากับหรือสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท

 

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ราวร้อยละ 90-95 จัดเป็นความดันโลหิตสูงที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน ที่เหลืออีกร้อยละ 5-10 เป็นความดันโลหิตสูงที่มีสาเหตุจาก โรคไต โรคหัวใจ หรือโรคระบบต่อมไร้ท่อ                                                                      .        .          

ความดันโลหิตสูงจะมีผลเสียต่อร่างกายคือ คนที่เป็นความดันโลหิตสูง  อาจจะไม่มีอาการ แต่หากไม่รักษาจะทำให้หัวใจโตและหัวใจวายในที่สุด ผล                                                    

 

จากความดันก็ทำให้หลอดเลือดแดงแข็ง เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างไม่พอก็ทำให้ เกิดโรคกับอวัยวะนั้น เช่นโรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดโป่งพองสมอง                                                           

 

 โรคกล้ามเนื้อ หัวใจขาดเลือด และ โรคอัมพาต                          

ในมหาวิทยาลัยแห่งโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีการทดลองให้สาหร่ายสไปรูลิน่าแก่ลูกจ้างชาย 30 คน ที่มีระดับคลอเลสเตอรอลสูง  มีความดันโลหิตสูง อยู่ในระดับปานกลาง มีไขมันในเลือดสูงพบว่า ระดับคลอเลสเตอรอล  

ไตรกลี เซอไรด์และ LDL (ไขมันชนิดเลว)ลดลง  โดยที่คนเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงการกินอาหาร นักวิจัยในประเทศเยอรมัน ค้นพบว่า ระดับคลอเลสเตอรอลใ กระแสโลหิตลดลงในคนอ้วนที่ใช้สาหร่ายสไปรูลิน่า ในการลด

ความอ้วน  สาหร่าย สไปรูลิน่าเพียงวันละ 9 เม็ดจะช่วยละลายไขมันที่เกาะผนังด้าน ในของเส้นเลือดแดง ทำให้ผนังเส้นเลือดมีความยืดหยุ่น เป็นผลให้ความดันโลหิตลดลง สามารถรับประทานร่วมกับยาได้อย่างปลอดภัย 

ทั้งยังช่วยป้อง กันไตจากพิษของยา คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงต้องกินยาเป็นประจำ                                                            ควรรับประทาน  จีจี สไปรูลิน่าร่วมด้วยเป็นอย่างยิ่ง

.                    

     สาหร่ายสไปรูลิน่ากับโรคมะเร็ง     

   รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง 

  ร่างกายเราเริ่มมาจากเซลล์เดียว  เชื้ออสุจิเจาะเข้าไปในไข่ DNA ครึ่งหนึ่งของพ่อจะเข้าผสมจับคู่กับ DNA ของแม่ กลายเป็น DNA ของเรา ซึ่งจะควบคุมลักษณะทางร่างกายของเรา ให้บางส่วน

เหมือนพ่อ บางส่วนเหมือนแม่ ไข่จะเริ่มแบ่งตัวจาก หนึ่งเป็นสอง เพิ่มจำนวนเซลล์ขึ้นไปเรื่อยๆ จากหลายเซลล์รวมกันเป็นเนื้อเยื่อ   

จากเนื้อเยื่อเป็นอวัยวะต่างๆ ทุกอย่างเป็นไปตามรหัส DNA เซลล์ต้องการสารอาหารเป็นวัตถุดิบในการสร้างเซลล์ต่อต่อไป ในเด็ก มีการสร้างเซลล์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ในคนชรา มีการสร้างเซลล์น้อยลง  แต่

ตายมากขึ้น ร่างกายมีการสร้างเซลล์ใหม่ตลอดเวลา ถ้า DNA ทำงานเป็นปกติ เราจะมีชีวิตเป็นปกติ แต่ถ้า DNA ทำงานผิดไป สั่งให้เซลล์แบ่งตัวมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นเนื้องอกมะเร็ง เกิดขึ้นที่อวัยวะ

ใดก็เรียกชื่อตามอวัยวะนั้น เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปากมดลูก เป็นต้น   อะไรทำให้ DNA เปลี่ยนไป ?

 คำตอบ คือ สารอนุมูลอิสระ    

สารอนุมูลอิสระคืออะไร  ?    

 คือสารที่โมเลกุลไม่มั่นคง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะมี อีเล็กตรอนไม่ครบ จะดึงอีเล็กตรอนจากเซลล์ใกล้เคียง เป็นปฎิกิริยาลูกโซ่ สารอนุมูลอิสระมีทั้งที่ร่างกายผลิตขึ้นเอง จากภาวะเครียด

ต่างๆเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งแล้ว ควรปฏิบัติตนอย่างไร ?                                                                                  

 มี 2 ทางเลือก  คือ 

1.มอบชีวิตให้กับแพทย์ ปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด                                                                                   

2.ชีวิตเป็นของเรา เราเป็นผู้กำหนด เราจะปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและใช้หลัก“รู้เขา รู้เรา..”                                            

ถ้าเลือกข้อ 1. ให้ปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด                                                                             

แต่ถ้าเลือกข้อ 2 นอกจากจะปฏิบัติตนตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว ยังต้องศึกษาโรคมะเร็งที่เราเป็น เพื่อจะ “รู้เขา” จะได้ปฏิบัติตนตามแบบที่มะเร็งไม่ชอบ ไม่ปฏิบัติตนอันเป็นการส่งเสริมมะเร็ง ศัตรูที่มุ่ง

เอาชีวิตเรา   ศึกษาวิธีการรักษาของแพทย์ เพื่อ “รู้เรา ” ศึกษาสาหร่ายสไปรูลิน่าด้วย เพราะตามความเห็นของผู้เขียน สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นมิตรแท้  ที่จะช่วยในการต่อสู้กับมะเร็ง            

 

จดหมาย ดร.มอส แนะนำป้องกันมะเร็งในช่องปาก                                                                         .                                        วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553                                                                     .            

 

ผมเขียนจดหมายฉบับนี้จาก Emerald Isle ตอนนี้ เป็นเวลาที่เหมาะ สมที่จะพูดคุยกับคุณเกี่ยวกับสาหร่ายสไปรูลิน่า อาหารเข้มข้นสีเขียวที่ได้มาจากสาหร่ายที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Spirulina platensis สาหร่ายสไปรูลิน่า เป็น

 

อาหารเสริมที่โดดเด่นเหนืออาหารเสริมทุกชนิด เป็นแหล่งของคลอโรฟิลล์ที่วิเศษมาก เพราะสา หร่ายสไปรูลิน่าเป็นพืชน้ำ ผนังเซลล์ไม่แข็งแรงเหมือนพืชบกที่ผนังเซลล์เป็นเซลลูโลส ซึ่งย่อยไม่ได้ ผนังเซลล์ของสาหร่ายสไปรูลิ

 

น่าประกอบ  ด้วย มูรามิคโพลี แซคคาไรด์ ซึ่งอ่อนนุ่มและย่อยง่ายสืบเนื่องมาจากงาน วิจัยที่ลาตินอเมริกาเร็วๆนี้ พบว่า สาหร่ายสไปรูลิน่ามีคุณสมบัติที่เป็นประ โยชน์อย่างมหาศาลสาหร่ายสไปรูลิน่า แสดงให้เห็นว่ามันมี

 

ประสิทธิภาพ  ใน การรักษาโรคต่อไปนี้ โรคภูมิแพ้ โรคโลหิตจาง โรคมะเร็ง โรคความดันโลหิต สูง โรคจากการติดเชื้อไวรัส สภาพการอักเสบต่างๆ โรคตับ  โรคภูมิคุ้มกันบก พร่อง

 

โรคหัวใจ และอื่นๆ  รู้สึกจะเป็นการคุยโวมากเกินไป ใช่ไหม  แต่ทุกเรื่องเป็นไปตามกฎเกณฑ์การจดบันทึกทางวิทยา ศาสตร์ ในปี พ.ศ.2545 มีงานวิจัยในประเทศญี่ปุ่น ให้ชายหนุ่ม 12 คน ดื่มน้ำอุ่นที่สกัดจากสาหร่ายสไปรูลิน่า

 

ทำการวัดเซลล์พิฆาต(Natural killer cell หรือ NK) เป็นเซลล์ที่ทำลายเซลล์เนื้องอก โดยเข้าไปเกาะยึดกับเซลล์ของก้อนเนื้องอก แล้วปล่อยสารเคมีเข้าไปทำ

 

ลายมัน) ทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่าเซลล์พิฆาตเพิ่มจำนวนมากขึ้นและขยันขันแข็งมากขึ้นด้วยและเมื่อเซลล์พิฆาตได้สัมผัสกับสิ่งที่เชื้อแบคทีเรียผลิตออกมา มันจะผลิตสารอินเตอร์ลูคีน 12(Interleukin-12 หรือ IL-

 

12)ออกมา สาร IL-12 เป็นสารที่บอกให้เรารู้ถึงความเข้แข็งของภูมิต้านทานของร่างกาย   สาร IL-12 เพิ่มจำนวนมากขึ้นหลังจากร่างกายได้รับ สาหร่ายสไปรูลิน่า  ทีมงานวิจัยสรุปว่า ในร่างกายมนุษย์ สาหร่ายสไปรูลิน่าจะกระทำ

 

ทั้งทาง ตรงและทางอ้อมต่อเซลล์พิฆาต ทำให้ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้นและแข็งแรงขึ้น การ                                            กระทำเช่นนี้จะยังคงอยู่ตลอดไปจนสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 5 หลังหยุดให้สาหร่ายสไปรูลิน่า มีงานวิจัยในอินเดียที่แสดงให้

 

เห็นว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าลดจำนวนของเนื้องอกมะเร็งชนิดต่างๆในสัตว์ทดลอง นักวิจัยใช้สารเคมีทำให้เกิดเนื้อ                                                                                                                                                                                       งอกมะเร็งใน

 

กระเพาะอาหารของหนู เมื่อหนูได้รับสาหร่ายสไปรูลิน่า  500 มก./นน.ตัว 1 กก. พบว่า จำนวนเนื้องอกลดลงถึง  50 % เมื่อเทียบกับ กลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก  การทดลองเช่นเดียวกันนี้ แต่ทำกับมะเร็งที่ผิวหนัง โดยให้สาหร่ายส

 

ไปรูลิน่าเพียง 250 มก./นน.ตัว 1 กก. พบว่าจำนวนเนื้องอกลดลง 25 % เมื่อเทียบกับ กลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก  สาหร่ายสไปรูลิน่าได้แสดงให้เห็นว่า สามารถลดความเสียหายที่เกิดจากการฉายแสงและการใช้สารเคมี นัก

 

วิทยาศาสตร์จีนได้แสดงให้เห็นว่า สารสกัดจากสาหร่ายสไปรูลิน่าเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวในกระแสโลหิต และเพิ่มจำนวนเซลล์ที่มีนิวเครียสและ DNA ในไขกระดูกของหนูทดลองซึ่งเซลล์ทั้งสองชนิดนี้ถูกทำลายโดยสารเคมี

 

และการฉายแสง                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                        .               

ในสุนัข สารสกัดจากสาหร่ายสไปรูลิน่ายังช่วยเพิ่มจำนวนของเม็ด เลือดแดงด้วย ทีมวิจัยสรุปว่า สาหร่ายสไปรูลิน่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันพิษจากการฉายแสงและจากสารเคมี และอาจมีความสามารถในการรักษาโรค มะเร็ง

 

ด้วยสาหร่ายสไปรูลิน่าลดจำนวนแผลที่จะกลาย เป็นมะเร็งในช่องปาก         .

 

                                                                                                                                                                                                                             .                   จากการติดตามการรักษาผู้ป่วยในประเทศอินเดีย แสดงให้เห็นว่า สาหร่ายสไปรูลิน่ามีประสิทธิภาพในการรักษาแผลในช่องปากก่อนที่จะกลาย เป็นมะเร็ง ที่เรียกว่า เลียวโคเพลเคีย(Leokoplakia) มีลักษณะเป็นแผ่น สีขาวเกิดขึ้นในช่องปากและลิ้น ไม่สามารถขูดออกได้ แผ่นสีขาวนี้จะกลายเป็นเนื้องอกมะเร็ง หรือจะ

 

พูดอีกด้านหนึ่งว่า อาการนี้จะบอกถึงอนาคตของผู้ป่วยว่าจะต้องเป็นโรคมะเร็งในช่องปากอย่างแน่นอน

 

           ในปี 2533 การศึกษาทางคลีนิควิทยา โดยการติดตามผู้ป่วยที่เคี้ยวใบยา สูบในเมืองคาราล่า ประเทศอินเดียพบว่าสาหร่ายสไปรูลิน่าสามารถลดอาการ ของเลียวโคเพลเคียที่มีสาเหตุจากการเคี้ยวใบยาสูบได้ การทดดลองทำ

 

โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มเท่ากันกลุ่ม 1 ได้รับสาหร่ายสไปรูลิน่า 1 กรัม/คน/วัน กลุ่ม 2 ได้รับยาหลอก ปรากฏว่า ผู้ป่วย 20 คนจาก 44 คนของกลุ่ม 1 หายจากโรค ขณะที่กลุ่ม 2 หายจากโรคเพียง 3 คนจาก 43 คน จะเห็นว่าห่าง

 

ไกลกันมากหลังจากหยุดให้สาหร่ายสไปรูลิน่าไป1 ปี พบว่า 55 % ของกลุ่ม 1 ไม่พบร่อง รอยของโรค  เท่าที่ผู้เขียนทราบราย งานที่มีประโยชน์นี้ไม่เคยถูกตีพิมพ์เผย แพร่หรือนำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย  สาหร่ายธรรมดาตัวนี้

 

ทำงานให้ผลที่ไม่ธรรมดาได้อย่างไร ? ถึงแม้ว่านักชีวเคมีวิทยา มีแนวโน้มที่มองหากระสุน มหัศจรรย์หรือสารเดี่ยวที่ทำให้เกิดผลนั้น ดูเสมือนว่าจะมีหลายปัจจัยที่ทำ งานร่วมกัน ไม่ใช่สารตัวใดตัวหนึ่งโดยเฉพาะมีสารอาหาร

 

หลายชนิดในสา หร่ายสไปรูลิน่า บางชนิดทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระและเป็นการยากที่จะลดความสำคัญของสารอาหารแต่ละตัวลง อย่างไรก็ตามผู้เขียนจะพยายามถึงสิ่งที่เป็นไปได้ด้านอื่นๆ  ในสาหร่ายสไปรูลิน่ามี

 

สารทำลายเซลล์มะเร็งได้กับรายงานที่ได้รับจากดิน แดนที่มีแสงแดดจัด เช่น ลาตินอเมริกาและอินเดีย ในถ้อยแถลงของสถาบันมะเร็งแห่งชาติเกี่ยวกับโรคมะเร็งในช่องปาก ไม่ได้พูดถึงวิธีการที่ง่ายและราคาถูกในการโรคมะเร็ง

 

ป้องกันในช่องปากด้วย สาหร่ายสไปรูลิน่า แต่แนะนำให้ใช้วิธีรักษา โดยการผ่าตัดและฉายแสงหลังจากที่ปล่อยให้โรคเกิดขึ้นแล้ว  ต้องตัดเนื้องอก  และ เนื้อบริเวณรอบๆ     เนื้องอกออกไปด้วย วิธีการนี้จะตัดเอาเนื้อส่วนใหญ่ของ

 

ช่องปากออกไป ทำให้รูปร่างของช่องปากและใบหน้าเปลี่ยนไป ต้องตามด้วยการผ่าตัดซ่อมแซมให้ดูดีขึ้นอีกหลายครั้ง หรือจะพูดใหม่ว่า การรักษาที่ประสบความสำเร็จคือการผ่า ตัดให้เกิดความพิการเสียโฉม ตามด้วยการผ่าตัด  

 

ซ่อมแซมเพื่อทำให้ดูดีขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือทำให้เกิดความพอใจขึ้นบ้างเท่านั้น     ซึ่งเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผู้ป่วยที่มีจิตปกติ    ทำไมเราไม่หาทางป้องกันการเกิดโรคมะเร็งในช่องปาก ดีกว่าที่จะปล่อยให้มันเกิด แล้วรักษาด้วยวิธี

 

อันตรายและราคาแพงเช่นนี้ ?  แต่บางที่อาจเป็นการขอมากเกินไปต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ลุ่มหลงในวิธีการรักษาแบบนี้                                                                                                                                                   .             คำแนะนำของผมก็คือ

 

รับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่าทุกวัน และ รับแสงแดดอย่างพอเพียง รับประทานผักและผลไม้ที่มีสีสวย ไม่สูบบุหรี่  ไม่ดื่มเครื่องดื่มเอลกอฮอลล์ หรือดื่มก็ดื่มแต่พอ ประมาณ การทำเช่นนี้จะป้องกันโรคมะเร็งของส่วนศีรษะ คอ  และ

 

มะเร็งส่วนอื่นๆ รวมทั้งไม่เกิดความทุกข์  ความเจ็บปวดที่จะตามมาภายหลัง

 

Ralph W. Moss, Ph.D.                                                                                      

 

ที่มา : www. cancerdecision.com  


หมายเหตุ :                                                                                                         

 

ดร.ลาฟ ดับเบิลยู มอส  (Ralph W. Moss ) เป็น อาจารย์พิเศษสอนแพทย์ในหลายมหาวิทยาลัย  เป็นนัก

 

พูด นักเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับโรคมะเร็ง  ดร.มอส เขียนหนัง สือตำราเรียน วารสาร นิตสาร ต่างๆ หนังสือ

 

ที่มีชื่อเสียงหลายเล่ม เช่น สาร ต้านอนุมูลอิสระที่ต่อต้านโรคมะเร็ง ,การรักษาโรค มะเร็ง, ปัญหา การ

 

รักษาโรคมะเร็งด้วยสารเคมี และอุตสาหกรรมโรคมะเร็ง  รวมทั้งหนังสือที่ได้รับรางวัลคือ    สงคราม

 

มะเร็ง  

 

 

รักษาโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ(480 ราย)ได้ผลถึง  90%       .                             .     .       

 

เดือนตุลาคม 2519 ข้าพเจ้า( ศาสตราจารย์ ดร.โนโนรุ  อิจิมา)ให้สาหร่ายสไปรูลิน่ากับคนไข้โรคตาซึ่ง

 

ส่วนใหญ่เป็นคนชรา ควบคู่ไปกับการให้กินยา และ ให้ยาหยอดตาแก่คนไข้ โรคต้อกระจก โรคเยื่อเรติน่า

 

อักเสบ อันเนื่องมาจากเบาหวาน ไตพิการ โรคความดันสูง และผนังเส้นเลือดที่เลี้ยงเยื่อเรติน่ากระด้าง

 

จากการให้     สาหร่ายสไปรูลิน่ากับคนไข้ชราเหล่านี้ ข้าพเจ้าสามารถบอกได้ว่า 90 % ของ   ผู้ป่วย

 

โรคต้อกระจกจากจำนวน 480 รายนั้น สาหร่ายเไปรูลิน่า สามารถหยุดการลุกลามของโรค ได้และ/หรือ

 

สายตากลับดีขึ้น ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง แลมีเส้นเลือดในเรติน่าตีบและแข็งจำนวน 320 ราย เมื่อให้

 

สาหร่ายสไปรูลิน่าไประ  ยะหนึ่งก็มีอาการดีขึ้น นอกจากนี้ ก็มีคนไข้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นโรคเยื่อเรติ

 

น่า อักเสบอันเนื่องจากไตพิการหรือเนื่องจากเบาหวาน มีการตกเลือดบริเวณเรติน่า อย่างรุนแรง แม้ว่าจะ

 

มีจำนวนเพียงไม่กี่คน แต่ก็ได้รับผลอันน่าทึ่งอย่างยิ่ง โดยเราจ่ายสาหร่ายสไปรูลิน่า 30 เม็ดต่อวันให้

 

คนไข้กินร่วมกับยาหนึ่งหรือสองชนิด  ดังต่อไปนี้ คือ Adona และTransamine ทั้งสองนี้เป็นยาห้าม

 

เลือด และ Jolethin ( เป็นสาร  lecithinเชื่อมติดกับ Iodine สามารถให้ได้นานโดยไม่มีผลกระทบต่อ   การ

 

ทำงานของต่อมไทรอยด์)ข้าพเจ้าแนะนำให้คนไข้เปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเรื่องอาหาร

 

ห้ามดูโทรทัศน์ และให้สวมแว่นป้องกันรังสีอุลตร้าไวโอเลท ผู้ป่วยโรคต้อกระจก  เราจ่ายยาหยอดตาให้

 

วันละ 4-5 ครั้ง โดยใช้ยายี่ห้อต่างๆ ต่อไปนี้ เช่น Tachion,Cineraria, Catalin,Phacolysin และ จ่ายยากิน

 

ให้ด้วย เช่น Tachion,Parotin,Thiola โดยให้กินหลังอาหารพร้อมสาหร่ายฯ แล้วทำการทดสอบสายตา

 

ทุกสะปดาห์ ผลปรากฏว่า 90 % หายจากโร ข้าพเจ้าจะเล่าประวัติการรักษาที่เด่นชัดบางราย

 

 รายที่ 1. คุณยายอายุ 72 ปี                                                                                                                                           

 

ตาข้างขวาเป็นโรคต้อกระจก  ตาข้างซ้ายเป็นต้อหินและมีฝ้าขาวที่ตาดำ ตรวจ ตาครั้งแรก เมื่อ 2/12/2520

 

ผลดังนี้ ตาข้างขวา 0.8 (แก้ไขไม่ได้) ตาข้างซ้ายแทบจะไม่เห็นแสง โรคต้อกระจกเราให้ยา Cinnelaria

 

หยอดตาวันละ 3-4 ครั้ง และ  ต้อหินเราให้ยา Pilocarpine หยอดตาวันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดความดันใน

 

ลูกตา  Tachion 100 มก.และPar0tin 10 มก.รับประทานหลังมื้ออาหาร วันละ 3 มื้อ  ทุกวัน นัดมาพบเป็น

 

ระยะๆ จนวันที่ 27/4/2521 จึงเริ่มให้สาหร่ายฯวันละ 8  เม็ด ถ้ารู้สึกเหนื่อย ไม่สบาย กินได้ถึง วันละ 12-

 

16 เม็ด เธอเชื่อฟังแพทย์ดีมาก  ทำตามคำสั่งทุกอย่าง เธอมาตามนัดทุกอาทิตย์  สายตาของเธอต่อยๆดีขึ้น

 

จาก  0.8 เป็น 1.5     ต้อหิน ต้อกระจกและฝ้าขาวที่ตาดำ หายไป

 

รายที่ 2 เสมียนชาย อายุ 33 ปี                                                                                                                                   

 

เป็นโรคฮาราดา มีอาการอักเสบที่เยื่อหุ้มลูกตาทั้ง 2 ข้าง  มีก้อนเนื้อแข็งปูดขึ้น มาบนเยื้อหุ้มตา สายตา

 

เลวลง มาพบแพทย์เมื่อ 1/2/2517 แพทย์รับเป็นผู้ป่วยใน รักษาด้วยยาหลายชนิด จนหาย และให้กลับบ้าน

 

วันที่15/11/2517 เขาได้กลับมา  พบแพทย์อีกเมื่อ 11/12/2517 แสดงว่าไม่หายขาด มีก้อนเนื้อเกิดขึ้นมาก

 

และมี  เลือดคั่งในลูกตา เราใหยาเช่นเดิม อาการดีขึ้นเล็กน้อย วันที่ 7/1/2518 เราเริ่มให้   สาหร่ายฯ วันละ

 

16 เม็ด ร่วมไปกับยาที่ใช้รักษา ปรากฏว่า ก้อนเนื้อค่อยๆหายไป  ตรวจตาครั้งสุดท้ายเมื่อ 15/4/2517 ไม่พบ

 

ก้อนเนื้อ และหลังจากนั้นเขาไม่ได้มาพบแพทย์อีกเลย   

 

รายที่ 3.เสมียนหญิง อายุ 29 ปี                                                                                                                               

 

 เป็นเบาหวานตั่งแต่เด็ก อ้วน  สายตาสั้นและเมื่อยตา เธอเป็นคนไข้แผนกเบาหวาน ระดับน้ำตาลใน

 

ปัสสาวะ +3(สูงมาก)ระดับน้ำตาลในเลือด สูงกว่า 250  เธอถูกส่งมาแผนกโรคตา เมื่อ 30/10/2518 เราวัด

 

สายตาข้างขวาได้ 0.7 และข้าง   ซ้าย 0.9  เราหยอดตาเธอด้วยยาปฏิชีวนะEcolicin ยาแก้ตาเพลีย

 

Sancoba และ ยาขยายม่านตา Mydrin  นัดมาตรวจสายตาเป็นระยะๆ เพื่อดูความก้าวหน้าของ การรักษา

 

เมื่อวันที่  20/11/18  เราได้รับสาหร่ายสไปรูลิน่ามาทดลองกับคนไข้  เราจึงจ่ายให้เธอกินร่วมกับยา วันละ

 

12 เม็ด  อาการของเธอดีขึ้นเรื่อยๆ วัดสาย  ตาครั้งล่าสุด สายตาข้างขวาและซ้ายวัดได้  1.5  ไม่พบน้ำตาล

 

ในปัสสาวะ ระดับ น้ำตาลในเลือดเป็นปกติ ที่ดียิ่งกว่านั้น รูปร่างเธอได้สัดส่วนขึ้นเมื่อเห็นเธอครั้งใด

 

แทบจะไม่เชื่อเลยว่าหญิงสาวสวยผู้นี้คือคนเดียวกับคนไข้โรคอ้วนที่เราพบใน การตรวจครั้งแรก                

                                                                                                                                                                      

ที่มา:ความลับของสาหร่ายเกลียวทอง หน้า 107-114)


ผลงานวิจัยที่น่าสนใจ  

                                                                                                                                         

1.การขจัดสารพิษออกจากไต( Kidney Detoxification)

                                        

 

โลหะหนักและยารักษาโรคทำลายไต                                                                                           

 Y.Yamane และคณะ (2531) ได้ทำการวิจัยผลของสาหร่ายสไปรูลิน่าที่มีต่อไต  ของหนูที่ถูกทำให้อักเสบ

 

อย่างเฉียบพลันด้วย สารปรอทและยารักษาโรค คณะวิจัยให้สารปรอทในขนาดที่สูง ทำให้ไตอักเสบ วัด

 

ระดับการอักเสบโดยการตรวจเลือดพบว่า ค่าของตัวเลข ต่อไปนี้สูงขึ้นมาก  Blood urea nitrogen(BUN)

 

 Serum creatinine  

 

Urinary enzyme

 

alkaline phosphatase(ALP)                                                  

 

 Glutamic oxaloacetic transaminase(GOT)

 

  แต่เมื่อให้หนูกินอาหารที่ผสมสาหร่ายสไปรูลิน่า 30 %ค่าตัวเลขเหล่านี้ลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นการขจัด

 

สารพิษออกจากไตอย่างเห็นได้ชัด  

 

คณะนักวิจัย สรุปว่า ผลการศึกษาครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อคนไข้ที่ทรมาน ด้วยพิษ

 

ของโลหะหนัก ซึ่งมีอาการของไตอักเสบอันทำให้ แพทย์  ไม่สามารถให้ยาใน

 

ขนาดที่สูงได้  ถ้าคนไข้ได้กินสาหร่ายสไปรูลิน่าร่วมด้วยอาการข้างเคียงที่เกิดกับ

 

 ไตจะลดลง  แพทย์สามารถเพิ่มขนาดของยาให้แก่คนไข้ได้ ระยะเวลาใน  การ

 

รักษาจะสั้นลง

 

  การวิจัยในเรื่องเดียวกันนี้ได้ถูกทำซ้ำอีกครั้งใน 2 ปีต่อ มา คือในปี  พ.ศ. 2533  โดย  H. Fukino และคณะ

 

(2533) คณะวิจัยชุดนี้ ทำให้ ไตของหนูอักเสบด้วยยาชนิดเดียวกันกับนักวิจัยชุดแรก คือ Para-amino

 

phenol(ยาแก้ปวด) และ Cisplatin (ยาต้านมะเร็ง)   แต่แทนที่จะให้อาหารผสมสา หร่ายสไปรูลิน่า กลับ

 

ให้น้ำที่ใช้สกัดสารจากสาหร่ายสไปรูลิน่าแทนซึ่งสารส่วน  ใหญ่ ที่สกัดได้ คือ ไฟโคไซยา

 

นิน(Phycocyanin) พบว่าได้ผลเช่นเดียวกัน  นัก  วิจัยสรุปว่า สารไฟโคไซยานิน เป็นสารหลักในการ

 

ขจัดสารพิษออกจากไต    

 

หมายเหตุ :                                                                                                    .                                                                .                 

  ผู้เขียนได้รับจดหมายยืนยันผลงานวิจัยทั้งสองนี้คือจดหมายของ  คุณสุธีรา แสงทองผู้ป่วยของโรง

พยาบาลศิริราช เวชระเบียน HN 42 00 42 22 รักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่ 15 ปี จนต้องฟอกไต ภายหลัง

อาการดีขึ้น หลังจาก รับประทานสาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นประจำ การฟอกไตลดลงจากสัปดาห์ละ ครั้ง

เป็น 2 ครั้ง และ การฟอกไตแต่ละครั้งใช้เวลาน้อยลง ไม่อ่อนเพลีย ทั้งๆที่     อายุ 79 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้

หลังฟอกไต ต้องนอนพัก 4-5 ชั่วโมง จึงจะลุกขึ้นหาอาหารกินได้ คุณสุธีราไม่เคยเปลี่ยนแพทย์ที่ทำการ

รักษาปีแรกๆเคยขอคำแนะนำ  จากแพทย์ ในการกินสาหร่ายสไปรูลิน่า แพทย์ไม่รู้จักแต่ก็อนุญาตให้กินได้

เพียง  วันละ 3 เม็ดเท่านั้น คุณสุธีรา ปฏิบัติตามไม่ได้ผล จึงหยุดกิน หลายปีต่อมาอาการทรุดลงเรื่อยๆ

จนถึงขั้นต้องฟอกไต 3 ครั้ง/ สัปดาห์ คุณสุธีรา จึงตัดสินใจกลับมากินอีกครั้ง วันละ 15 เม็ด อาการดีขึ้น

มาก ทั้งๆที่อายุมากกว่าตอนที่กิน ครั้งแรกหลายปี  ถ้าตอนนั้นกินมากเท่านี้ ไตอาจไม่เสื่อมลงจนถึงขั้น

ต้องฟอก      ไตก็เป็นไปได้ คนที่ไตยังแข็ง แรง ถ้าไม่ได้กินสาหร่ายสปรูลิน่าเป็นประจำเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา

ควรหาซื้อสาหร่ายสไปรูลิน่ากินร่วมกันไปกับยารักษาโรคเป็น การป้องกันไตไม่ให้เสียหายจากพิษของยา

เมื่อท่านอ่านแล้วมีความรู้ ช่วยเผย แพร่ความรู้นี้ ให้ผู้อื่นด้วย เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง  คนที่ไม่เคยอ่าน

งานวิจัย ทั้ง 2 นี้ก็จะไม่รู้ว่า สาหร่ายสไปรูลิน่าป้องกันตับและไตจากพิษของยาได้  นักวิจัยทั้ง 2 คณะนี้

เป็นอาจารย์ระดับปริญญาเอก เป็นแพทย์ เป็นนักวิจัยอิสระไม่ได้ทำงานเพื่อบริษัทใดบริษัทหนึ่งโดย

เฉพาะ แต่ทำเพื่อมนุษยชาติ เพราะ มนุษย์ทุกคนได้รับประโยชน์จากความรู้ที่ค้นพบนี้                                                                                                                                                        

ที่มา :     

                                                                                                                                                       

1”.The effect of spiru;ina on nephrotoxicity in rat.”by  Y.Yamane,et. 1988.Chiba  Univ.Presented

at Annual Symposium of the Pharmaceutical Societyof Japan, April 15,1988.Japan.                                                                                                   

2.”Effect of spirulina on the renal toxicity induced by ingornic mercury   and  cisplatin.”By

H.Fukino,et al.1990.Pub.in Eisei Kagaku,36:5,1990.Japan    

3.จดหมาย ของคุณสุธีรา แสงทอง เจ้าของบริษัท อินเตอร์-ฟาร์เอช จำกัดถึง คุณสมชาย บุญสม ลงวัน

ที่19/5/2549

2. การขจัดสารพิษออกจากตับ (Liver  Detoxification)                                                                             

K.Morita,และคณะ(1958)ได้ทดลองในหนูตัวผู้ วิธีการทดลอง คือให้หนูกิน  อาหารที่ผสมด้วย สาหร่าย

คลอเรลล่า 20 % , สาหร่าย สไปรูลิน่า 20 %  ,   อาหารพิเศษที่มีสารพิษ  polychlori nated  dibenzo-p-

dioxins (PCDD)    

ให้กินอาหารพิษนี้ติดต่อกันนาน 5 วัน  แล้วตรวจหา PCDD ในขี้หนูด้วยวิธี gas chromatography-mass

spectrometry เป็นการวัดปริมาณ สารพิษที่ถูก ขจัดออกจากตับ พบว่า ประสิทธิภาพ ในการขจัดสารพิษ

ออกจากตับของ  สาหร่ายคลอเรลล่า   สาหร่ายสไปรูลิน่า และ chlorophyllinสูงเป็น 7.4, 7.1 และ 11.0

เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม                                                                                                                                                        

ที่มา                                                                                                                                                                      

  1. K.Morita,T.Matsueda,T.Tida, (1997) “Effect of chlorella,spirulina and  chloro phyllin on fecal

excretion of polychlorinated dibenzo–p-dioxins in  rats.”Fukuouka  Institute of Health and

Environmental Studies, Fukuka  818-01,Japan.Pub.in Japan  Journal Toxicology

Environ.Health. 43(1)  42-47 1997.Japam                                                                                                                                                

หมายเหตุ

ทั้ง 3 ชนิดเป็นอาหารที่มีคลอโรฟิลล์สูง chlorophyllin  เป็นคลอโรฟิลล์สกัด จึงมีคลอโรฟิลล์

มากกว่าสาหร่ายคลอเรลล่าและ สา หร่ายสไปรูลิน่ซึ่งเป็นพืชที่มีคลอโรฟิลล์สูงโดยธรรมชาติ 

สรุปได้ว่า คลอโรฟิลล์เป็นสารช่วยทำความสะอาดตับ ดูจากผลการทดลอง สาหร่ายสไปรูลิน่า 

ด้อยกว่า chlorophyllin  มาก  แต่ถ้าให้กินสาหร่ายสไปรูลิน่าในปริมาณที่มากขึ้นเพื่อให้ได้คลอ

โร ฟิลล์ในปริมาณที่เท่ากัน คงได้ผลใกล้เคียงกัน ในต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก นอกจากนี้ สาหร่ายสไป

รูลิน่า  ไม่ได้มีเฉพาะคลอโรฟิลล์สูงเพียงอย่างเดียว  ยังมีไฟโคไช  ยานิน โปรตีน วิตามินแร่ธาตุ

อื่นๆอีกด้วย

                อโรคยา ปรมาลาภา

      ความไม่มีโรคป็นลาภอันประเสริฐ                                                        

สุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่า ที่สุดของชีวิต ทุกคนเกิดมา เหมือนดวงอาทิตย์ยามเช้าดูสด

สวย ร่าเริง น่า รัก เจริญเติบโตเป็นหนุ่มสาว  เหมือนดวงอาทิตย์ยามกลางวันสอง

แสงร้อนแรง  มีกำลังวังชา   แข็งแรงที่สุด ในวัยนี้ คนที่สุขภาพไม่ดีถือว่าเป็นคน

โชคร้าย จากนั้น เหมือนดวงอาทิตย์ยามเย็น จะอ่อนแรงลง รอเวลาที่จะจาก โลกนี้

ไป คนปกติควรจะแก่แล้วตาย คนไม่ปกติ จะแก่ จะเจ็บ ป่วยแล้วตาย เป็นความ

จริงที่เศร้า ที่จะบอกว่า ไม่ใช่ทุกคนต้อง แก่ แต่ทุกคนต้องตาย วัยชราเป็นวัยที่

เตรียมตัวตาย ควรสนใจ ดูแลสุข ภาพกาย สนใจธรรมะ เพื่อดูแลสุขภาพจิต

ทำบุญบ้างนำประสบการณ์ชีวิตสอนผู้อื่น ช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่หวังสิ่ง

 ตอบแทน ถ้ามีโอกาส  ทำงานเพื่อชาติ ก็ควรทำเพราะเป็นการ   ทำบุญที่ยิ่งใหญ่

ผู้เขียนอยากให้คนชราทุกคนได้รับประทาน สาหร่าย สไปรูลิน่าทุกวัน สุขภาพจะ

ได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ป่วย ช่วยตนเองได้                                        

                          เกรียงศักดิ์  ศิริแสงเลิศ

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 15 April 2014 )
 
spacer.png, 0 kB